[Fic] S H A D I N G [YunJae][02]

posted on 26 Oct 2014 00:27 by daikun in Fic-SHADING directory Fiction, Asian

SHADING
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, POV, Romance, Smut, BDSM
Rating: NC-18 | Author: ~#DN_LoveR#~

ตัวละคร เหตุการณ์ และสถานที่ในเรื่อง เป็นเพียงเรื่องสมมติเท่านั้น



 {01}




“สวัสดีครับคุณคิมแจจุง ผม ชองยุนโฮ ยินดีที่ได้รู้จัก”



ผมเผลอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงเมื่อชายหนุ่มร่างสูงดูภูมิฐานตรงหน้าสบตากับผม

ผมจะอธิบายความรู้สึกตัวเองตอนนี้ยังไงดี อืม – ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นความรู้สึกประมาณว่า ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้หรอก หัวสมองผมเบลอไปวูบหนึ่งเมื่อได้เห็นหน้าเจ้าของบริษัท Jung Group ด้วยตาตัวเอง เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผมซอยสั้นสีดำแสกข้างรับกับใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตาคล้ายเม็ดแอลมอนด์นั่นดูน่าดึงดูดอย่างประหลาด และเหนือสิ่งอื่นใด ร่างกายกำยำสมส่วนของเขาช่างเหมาะกับสูทสีดำเรียบกริบชะมัด

บ้าน่า ทำไมคุณชองถึงยังดูหนุ่มขนาดนี้ล่ะ?!




“ยะ ยินดีที่ได้รู้จัก เอ่อ เช่นกัน – ครับ”



นอกจากจะพูดตะกุกตะกักแล้ว ผมยังพูดเสียงสูงบ้างต่ำบ้างแบบผิดธรรมชาติอีกต่างหาก น่าขายหน้าชะมัด จู่ๆ ผมก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด มันไม่ใช่อาการปวดท้องแบบปกติทั่วไป คล้ายกับว่ามันวนเวียนอยู่ในส่วนลึกที่สุดที่ท้องน้อย และมันทำให้ผมเผลอกลั้นหายใจไปวูบหนึ่ง คิมแจจุง ใจเย็นๆ ซี่ ใจเย็นๆ

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะตีสีหน้าให้นิ่งที่สุด ดวงตารูปเม็ดแอลมอนด์ยังจับจ้องมาที่ผม มันให้ความรู้สึกเหมือนผมถูกสายตานั่นมองทะลุไปทั่วทั้งกาย ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะส่งยิ้มขำขันเล็กๆ ออกมา

ทว่าท่าทางเพียงเท่านั้นกลับมีอานุภาพรุนแรงพอที่จะทำให้ใบหน้าผมร้อนไปหมด



“ขอโทษด้วยที่ต้องให้คุณรอเกือบครึ่งชั่วโมง”

“ม่ะ ไม่เป็นไรครับ” เสียงสูงไปอีกแล้ว

“เชิญนั่งก่อนครับคุณคิม”



เขาผายมือไปทางชุดโซฟาสีแดงเข้ม ซึ่งแตกต่างจากเครื่องเรือนต่างๆ ภายในห้องที่ส่วนมากจะเน้นโทนสีขาว ผมเผลอกระชับสายเป้ด้วยความประหม่า นึกกลัวที่จะสบสายตาคู่นั้นตรงๆ เสียดื้อๆ กระนั้นผมก็ต้องทำเป็นใจดีสู้เสือ ก้าวขาตรงไปยังโซฟาชุดนั่นตามคำเชิญ

และพลาด



“โอ๊ะ!”

‘ตุบ!’



ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยนึกโทษนิสัยซุ่มซ่ามของตัวเองเวลาประหม่ามากเท่านี้มาก่อนเลย ทำไมผมต้องมาเดินสะดุดเท้าตัวเองในเวลาที่ไม่สมควรจะทำพลาดแบบนี้นะ! หรือผมควรจะนึกขอบคุณเจ้าความซุ่มซ่ามนี่ดี ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลองลงไปนอนวัดขนาดพื้นห้องทำงานสุดหรูหราต่อหน้าเจ้าของห้องแบบนี้น่ะ โธ่เอ๊ย น่าขายหน้าที่สุด!

ผมร้องโอดโอยเบาๆ พร้อมเบะปากด้วยความเจ็บ ผมก้มหน้าหลบสายตาเจ้าของห้องด้วยความกระดากอายครู่หนึ่งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันจะได้หยัดตัวขึ้นเต็มตัวดี ตรงหน้าผมกลับมีฝ่ามือเรียวยาวยื่นรออยู่

ผมจดจ้องนิ้วเรียวที่เห็นข้อชัดเจนสวยงามราวรูปสลัก หัวใจสั่นสะท้านอย่างไร้สาเหตุ



“เป็นอะไรมากไหมครับคุณคิม?”



ลมหายใจผมขาดห้วง ผมสาบานได้เลยว่าไม่เคยได้ยินเสียงทุ้มๆ ของผู้ชายคนไหนที่ฟังดูมีเสน่ห์ขนาดนี้มาก่อน เหมือนมันมีน้ำหนักมากพอที่จะกระแทกจิตใจคนฟังได้อย่างนุ่มนวลและฝังลึก ผมกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมอง และนับว่านั่นเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของผม พระเจ้า เขาค้อมตัวลงมาหานิดนึงด้วย ผมเผลอกัดริมฝีปากล่างแน่น แล้วรีบลุกขึ้นเองโดยไม่รับความช่วยเหลือจากมือเรียวที่ยื่นมาหา



“มะ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ”



ผมพร่ำขอบคุณตัวเองในใจซ้ำๆ ที่ลุกขึ้นยืนได้โดยที่ไม่ล้มลงไปอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ตอนนี้ขามันสั่นไปหมด ความร้อนก็ยังไหลวนไปทั่วใบหน้า ให้ตายสิ 

คุณชองหยัดตัวตรง สบตาผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะกดยิ้มมุมปากเล็กๆ แต่นั่นกลับยิ่งจุดไฟความร้อนบนใบหน้าของผมให้โหมกระพือ แววตาเป็นประกายนั่นทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะตายเอาจริงๆ



“งั้นก็ดีแล้วละครับ เรามาเริ่มสัมภาษณ์กันเถอะ ทั้งผมและคุณจะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้”



เขาผายมือเชิญผมไปที่โซฟาอีกครั้ง ผมได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจเมื่อเห็นการกระทำแบบนั้น หล่อ รวย สุภาพบุรุษ มีผู้ชายแบบนี้อยู่บนโลกจริงๆ ด้วยงั้นเหรอ

ถึงแม้ว่าเบาะโซฟาชุดนี้จะนั่งสบายที่สุดเท่าที่ผมเคยนั่งมาในชีวิต แต่ผมก็นั่งลงด้วยความเกร็งที่สุดในชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน มันขัดแย้งกันจนน่าเวียนหัว ผิดกับคุณชองที่หย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามผมด้วยท่าทีสบายๆ เราสองคนถูกกั้นไว้ด้วยโต๊ะกระจกกลมเล็กๆ ผมหันไปหยิบเครื่องอัดเสียงและใบคำถามจากในกระเป๋า ก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่จ้องผมอยู่ก่อนแล้วด้วยแววตาคมกริบ



“เอ่อ คือ – จุนซูได้แจ้งคุณแล้วใช่ไหมว่า เราจะสัมภาษณ์คุณเนื่องในโอกาสอะไร”

“ครับ เขาอยากสัมภาษณ์ผมเพื่อเอาไปเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยสำหรับเดือนหน้า เพราะมีนักศึกษาจำนวนมากที่อยากรู้จักผมน่ะ”

“อา...ใช่แล้วละครับ” ผมยิ้มตอบรับ แต่รู้สึกว่าเป็นยิ้มที่เฝื่อนเป็นบ้า

“และผมหวังว่า คุณจะเป็นหนึ่งในนักศึกษาจำนวนมากนั้นนะครับ”

“เอ๋?”



ผมทำหน้าเหรอหราทันทีที่ได้ยินคำพูดแปลกๆ ของคนตรงหน้า ถึงแม้ว่าท่าทีของคุณชองจะดูเป็นกันเองมากกว่าที่ผมคิด และคำพูดประโยคนั้นก็คงเป็นเพียงการหยอกล้อแบบไม่คิดอะไรจริงจัง ใช่ มันคงต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ เพราะแม้แต่ประกายแพรวพราวในดวงตาเรียวเล็กนั่นก็ดูเหมือนต้องการเย้าหยอกผมอยู่ไม่ใช่น้อย

แต่ – ให้ตายสิ – รู้สึกเหมือนจะขาดใจตายยังไงก็ไม่รู้



“อ๋อ! มันก็แน่นอนอยู่แล้วละครับคุณชอง ใครๆ ก็อยากรู้จักคุณชองทั้งนั้นแหละครับ ฮะๆ” ผมรีบตอบกลับอย่างร้อนรน รู้สึกสูญเสียการควบคุมอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นนัก

“ถ้าคนที่ผมอยากรู้จัก เขาอยากจะรู้จักผมเช่นกัน ผมคงมีความสุขจนเก็บอาการไว้ไม่ได้เลยละครับ” เขาแย้มยิ้มอย่างมีเชิง



พระเจ้า ทำไมจู่ๆ บรรยากาศมันถึงรัญจวนใจแบบนี้

ผมเผลอกลั้นหายใจ กัดริมฝีปากแน่น ฉับพลันสมองน้อยๆ ของผมก็รีบสั่งการให้ผมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปตั้งหน้าตั้งตาเตรียมเครื่องอัดเสียงแทน ทว่ามือที่เริ่มมาสั่นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ก็ดันปล่อยให้เครื่องอัดเสียงกระแทกโต๊ะกระจกดัง ปึ้ก! โชคดีว่าผมไม่ได้ถือเครื่องไว้สูงมากนัก แต่ความลนลานที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วกายมันทำให้ผมเสียสติมากขึ้นเรื่อยๆ คุมสติตัวเองหน่อยซี่ เจ้าบ้าคิมแจจุง!

และความพยายามของผมก็สำเร็จ ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างทุลักทุเลมากก็ตาม ผมยิ้มกว้างให้กับตัวเองที่สามารถเตรียมเครื่องอัดเสียงได้ในที่สุด จากนั้นผมจึงเงยหน้าสบตากับคุณชองอีกครั้ง

เขาเปลี่ยนท่านั่งมาเป็นนั่งไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งวางพาดไว้ที่เข่า ส่วนมืออีกข้างนั้นวางอยู่ที่ปลายคาง เขาใช้นิ้วชี้ลูบริมฝีปากล่างไปมาอย่างช้าๆ – ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา...ชวนสยิวชะมัด ผมกลืนน้ำลายเหนียวคออึกหนึ่ง ฝืนทำใจกล้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลทรงเสน่ห์ และควบคุมเสียงที่เริ่มแหบพร่าให้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด



“ผม – ผมขออนุญาตอัดเสียงนะครับ”

“เห็นคุณพยายามเตรียมเครื่องอัดเสียงขนาดนั้น ผมคงไม่ใจร้ายพอจะปฏิเสธคุณคิมหรอกครับ” เขายิ้มขัน แววตาดูเปล่งประกายกว่าเดิม โอ้ คุณชอง ได้โปรด



ใบหน้าผมร้อนฉ่า การเย้าหยอกของคุณชองมันอยู่ในระดับที่เกินกว่าคนธรรมดาอย่างผมจะรับไหวจริงๆ ทั้งคำพูด สีหน้า ท่าทาง ให้ตายสิ เขาเคยรู้ตัวบางไหมนะว่าตัวเองมีเสน่ห์มากจนน่ากลัว

ผมสูดหายใจเข้าลึก รู้สึกได้ถึงออกซิเจนที่ไหลเสียดเข้ามา อึดอัดและทรมานอย่างบอกไม่ถูก – นี่ผมยังไม่นับอาการมวนท้องแถวๆ ท้องน้อยที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนนะ



“ก่อนอื่นเลย รบกวนคุณชองช่วยแนะนำตัวสักนิดนะครับ” ผมเริ่มการสัมภาษณ์ เขาประสานมือทั้งสองข้างวางไว้ที่เข่า แผ่นหลังตั้งตรงดูสง่าและน่าเกรงขาม

“สวัสดีครับ ผม ชองยุนโฮ อายุ 27 ปี เป็นเจ้าของบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Jung Group ครับ”

“ห๊ะ?!” 

“หืม?”

“คะ คุณชองอายุ 27 ปีหรอครับ?”

“ใช่ครับ”



ผมอ้าปากหวอ ได้แต่นั่งมองคนตรงหน้าด้วยความทึ่ง หนุ่มหล่อ อายุน้อย รวยทรัพย์และความสามารถ มีอยู่บนโลกจริงๆ หรอ เหลือเชื่อเกินไปแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณชองจะอายุไม่ถึงสามสิบ ถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังดูอ่อนเยาว์ก็ตาม วัย 27 ปีกับการประสบความสำเร็จระดับนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะเชื่อกันได้ง่ายๆ หรอก!



“ดูเหมือนคุณคิมจะยังไม่ทราบประวัติของผมนะครับ”



คุณชองมองผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง คำพูดนั่นทำเอาผมรู้สึกหน้าชาและหน้าหงายในเวลาเดียวกัน ในฐานะผู้สัมภาษณ์ การรู้ประวัติพื้นฐานของผู้ให้การสัมภาษณ์เป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่ผมแทบไม่ได้เตรียมตัวกับการทำหน้าที่นี้สักเท่าไร ปากของผมที่อ้าค้างรีบงับเข้าหากัน ความรู้สึกผิดโถมทับกายผมอย่างไร้ตัวตน ทว่าหนักหนาจนผมต้องรีบโค้งคำนับคนตรงหน้าจนหน้าผากชิดหัวเข่า



“ผมขอโทษครับคุณชอง!”

“คุณคิม”

“ผมขอโท—”

“ถ้าคุณยังไม่ทราบก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่จำคำตอบของผมไว้ให้ดี ค่อยๆ รู้จักผมให้มากขึ้นนะครับ



ผมเงยหน้าขึ้น เห็นริมฝีปากหยักกดยิ้มลึก บรรยากาศอันน่าอึดอัดเมื่อครู่หายไปฉับพลัน หลงเหลือเพียงความรัญจวนใจประหลาดให้ลอยคว้างอยู่ในอากาศ หัวใจผมเต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง ผมรีบหลุบตาลงต่ำ ความคลุมเครือที่แอบแฝงอยู่โดยรอบทำให้ผมประหม่าอย่างหนัก

ไม่ คิมแจจุง นายต้องรีบคุมสถานการณ์สิ งานนี้จะล่มไม่ได้เด็ดขาด

ผมก้มลงมองใบคำถามที่ถูกเพิกเฉยไปนาน สูดหายใจเข้าลึก ก่อนดำเนินงานต่อ



“เอ่อ คุณชองอายุแค่ 27 ปี แต่กลับได้เป็นเจ้าของบริษัทชื่อดังของประเทศ คุณชองทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จได้แบบนี้ครับ” พูดได้ราบรื่น ยอดเยี่ยมมาก คิมแจจุง



คุณชองเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนเขากำลังแปลกใจอะไรสักอย่าง แต่เพียงแวบเดียว เขาก็กลับมายิ้มอีกครั้ง แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังฉะฉาน



“การจะลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง สำหรับผมนั้น จำเป็นจะต้องมี 3 สิ่งนี้ อันดับแรก คุณจะต้องมีความรู้ในเรื่องสินค้าของคุณอย่างละเอียด อย่างที่สอง คุณจะต้องมีทักษะการทำงานและแรงผลักดันในตัวเอง และอย่างที่สาม คุณจะต้องมีผู้ร่วมทีมที่มีศักยภาพที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ”

“แสดงว่าคุณชองเคยผ่านการฝึกงานมาก่อนแล้ว?”

“ครับ ผมเคยทำงานด้านธุรกิจโรงแรมของครอบครัว คลุกคลีกับมันมาตั้งแต่เกิด”

“แล้วคุณชองหาผู้ร่วมทีมที่ต้องการได้อย่างไรครับ”

“ผมเป็นผู้สัมภาษณ์พนักงานเอง ผมมีเซนส์ในการคัดเลือกคนนะคุณคิม อาจเพราะผมเคยทำงานที่บริษัทของครอบครัวที่ต่างประเทศมาก่อน ผมจึงมองออกว่าคนไหนคือคนที่คู่ควรจะมาเข้าร่วมทีมผม”

“คุณเป็นคนที่ดูค่อนข้างมั่นใจในตัวเองมากทีเดียวนะครับ”

“แน่นอนครับคุณคิม การสร้างความมั่นใจให้ตัวเองย่อมทำให้เรามีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือตามมาด้วย มันเป็นสิ่งจำเป็นในแวดวงธุรกิจนะ”



ใบหน้าเรียวเล็กยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม ผมรับรู้ได้ถึงความทะนงตัวที่แฝงอยู่ในตัวของเขา มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อคุณชองมีทั้งอำนาจและความสามารถที่ทุกคนสามารถรับรู้และสัมผัสได้ ต่อให้เขาทำท่าทีโอ้อวดจริง คนอื่นก็คงทำได้แค่ชักสีหน้า ซุบซิบนินทา หรือไม่ก็หมั่นไส้อยู่ในใจเงียบๆ เท่านั้นละ

อันที่จริง ผมก็แอบหมั่นไส้เขาอยู่ลึกๆ เหมือนกันนะ



“แต่การที่จะรักษาความสำเร็จให้ยืนยาวได้แบบนี้ มันต้องมีแนวคิดหรือเคล็ดลับอะไรบางอย่างที่น่าสนใจแน่ๆ คุณชองพอจะบอกได้ไหมครับ”

“ถ้าให้ตอบอย่างสวยงามเหมือนคนดังทั่วๆ ไป ผมก็ต้องตอบว่า ผมมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ว่า ผมจะเป็นนักธุรกิจมือฉมังที่พร้อมจะผลิตสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความจริงใจอยู่เสมอ”

“คุณพูดเหมือนกับว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่เคยมีอยู่ในความคิดของคุณเลยสักนิด”

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ผมก็มีความคิดแบบนั้นอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ผมดำรงธุรกิจนี้ไว้ได้ เพราะผมชอบการบงการ ผมมีเหตุผลแค่นั้น”

“ทำไมคุณถึงชอบบงการ?”

“ผมชอบเอาชนะน่ะคุณคิม การได้อยู่เหนือกว่าคนอื่นมันทำให้ผมร