[SF] +:+ Mutual Warmth +:+ [YunJae]

posted on 23 Dec 2014 15:54 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction
Mutual Warmth
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: RPS, Romance, Comedy
Rating: PG-15 | Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: เพราะอากาศมันเย็น เห็นใจกันหน่อย


 
 
 
 
ฤดูหนาวกับความเหงาเป็นของคู่กัน

ผมเคยได้ยินคนรู้จักหลายคนพูดประโยคนั้นให้ฟังบ่อยครั้ง หลังจากที่ฤดูหนาวเริ่มคืบคลานเข้ามาได้เกือบหนึ่งสัปดาห์ และผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่า คำพูดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกินจริงแต่อย่างใด

คุณลองจินตนาการถึงชีวิตของชายวัยเกือบ 30 ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดกว้างเพียงลำพัง พอออกไปข้างนอกก็ถูกอากาศเย็นๆ โอบกอดให้หนาวกายเสียดใจ หวังเพียงจะได้รับไออุ่นจากใครสักคนเหมือนกับคู่รักที่เดินจูงมือกันในสวนสาธารณะอันเงียบสงบ ผ้าพันคอกับเสื้อโค้ทยาวแทบไม่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายของเขานักในความรู้สึก สุดท้ายเขาก็ได้แต่มองคู่รักคู่นั้นด้วยสายตาว่างเปล่า และถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความรู้สึกหนาหนักในอก

นั่นคือชีวิตที่น่าสงสารของชายหนุ่มที่ชื่อคิมแจจุง – ชีวิตของผมเอง

ผมฝังตัวเองอยู่ในกองผ้านวมหนาอุ่น สายตาจดจ้องไปบนเพดานกว้างอย่างเหม่อลอย ผมตื่นนอนมาตั้งแต่ตอน 9.00 น. ด้วยเสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ทว่าผมกลับไม่รู้สึกอยากจะลุกไปทำอะไรทั้งนั้น หัวสมองว่างเปล่า รู้สึกว่าอากาศภายในห้องหนาหนักกว่าทุกวัน จนส่งผลให้เจ้าความเหงาที่ไร้ตัวตนมีน้ำหนักมากดทับในอกซ้ายของผมได้ดีกว่าเคย มันไม่ได้เจ็บจนผมต้องดิ้นทุรนทุราย แต่มันแค่ทำให้ผมไม่มีกำลังใจจะลุกไปทำอะไรก็แค่นั้น

เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา

เหงาชะมัดเลย ให้ตายเถอะ

อันที่จริง ตอนแรกผมชวนจุนซูและยูชอนให้มานอนค้างที่บ้านผมเมื่อคืน หวังจะให้เจ้าความเหงาที่ตามติดชีวิตช่วงนี้ลดหายไปบ้าง แต่ทั้งสองคนก็ติดธุระกันหมด จุนซูจะแวะไปโรงแรมทอสคาน่ากับพี่จุนโฮ ส่วนยูชอนขอฟิตหุ่นอยู่ที่บ้านก่อน เพราะอีกไม่กี่วันเขาจะต้องไปออกงานประกาศรางวัลหลายงานทีเดียว พอผมเปลี่ยนเป้าหมายไปชวนกึนซอก ดาราเพื่อนบ้านคนสนิท เจ้าตัวกลับไม่ได้อยู่ที่บ้านเสียอย่างนั้น ทำให้ผมต้องนั่งหงอยอยู่ในคอนโดกว้างของตัวเองเพียงลำพังในที่สุด

ข้อเสียของผม คือ ผมเป็นคนขี้เหงา ผมรู้ตัวเองดี ผมชอบที่จะมีคนคอยอยู่เคียงข้าง คุยเล่นหยอกล้อกันเรื่อยเปื่อย หรืออย่างน้อย แค่มีใครสักคนที่ผมรักมานั่งอยู่ใกล้ๆ กัน ให้เราได้รับรู้ถึงไออุ่นและการมีอยู่ของกันและกัน นั่นมันก็ทำให้ผมมีความสุขสุดๆ แล้ว

เมื่อไหร่จะมีคนกลับมานอนด้วยกันข้างๆ สักทีนะ

ฉับพลัน ใบหน้าเรียวเล็กที่ผมคุ้นเคยก็ลอยแวบเข้ามาในหัวสมอง เด่นชัดราวกับเจ้าของใบหน้านั้นยืนอยู่ตรงหน้าผม ผมเม้มริมฝีปากแน่น ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ก่อกวนอยู่ในอก ก่อนจะยกผ้านวมขึ้นคลุมโปง แล้วดิ้นไปมาเป็นก้อนกลมๆ เพื่อระบายความอัดอั้นที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

และเผื่อคุณจะงงว่าผมเป็นอะไร ทำไมถึงทำตัวติงต๊องได้ขนาดนั้น ผมขอบอกก่อนว่า ที่ผมอาการหนักได้ขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะ ผมคิดถึงชองยุนโฮ คนที่นอนอยู่ข้างกายผมเมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

คุณอาจจะเบิกตาโตเท่าไข่ห่านที่ได้รู้ความจริงข้อนี้ ต่อหน้าสาธารณชนคุณจะไม่มีวันได้เห็นทงบังชินกิและ JYJ – ไม่มีวันได้เห็นเราสองคนออกไปไหนมาไหนด้วยกันหรอก ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้กันสักเท่าไหร่ แต่เพราะข้อจำกัดพวกนั้นนั่นเอง ที่ทำให้ผมและยุนโฮต้องหาวิธีการในการมาเจอกันอย่างแยบยล ทำตัวเหมือนคู่รักที่โดนสังคมปรามาส เราต้องหาช่วงเวลาและสถานที่ที่จะมีเพียงเรา มันเป็นช่วงเวลาที่พวกเราโหยหาอย่างแรงกล้า และได้กลับไปเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ยุนโฮที่มีคีย์การ์ดคอนโดผมได้กระทำอุกอาจโดยการบุกมาหาผมที่คอนโดตอนเกือบตีสาม ผมที่นอนอยู่แทบจะหลุดร้องสุดเสียงตอนที่เริ่มรู้สึกถึงสัมผัสคลอเคลียบริเวณลำคอและแรงโอบรัดรอบเอว ผมผลักคนตัวโตสุดแรง แต่กลับกลายเป็นถูกเขาคว้าข้อมือแล้วกระชากเข้าหาอกแกร่งเสียอย่างนั้น ท่ามกลางความมืดและอากาศเย็นๆ ในห้องนอน สัมผัสอุ่นร้อนและกลิ่นกายสะอาดที่คุ้นเคยทำให้ผมใจเต้นแรงได้เสมอ


“ใครสอนให้ใส่กางเกงในตัวเดียวนอนแบบนี้กัน หืม?”


ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้เพราะน้ำเสียงทะเล้นของเขา ใบหน้าผมร้อนไปหมด เขากระชับอ้อมกอดแน่นจนผมอึดอัด แต่กลับรู้สึกปลอดภัยและโหยหาจนไม่อยากหนีไปจากตรงนี้ ผมซุกหน้าลงกับอกกว้างของคนตรงหน้า แม้ผมจะมองไม่เห็นว่าตอนนี้ยุนโฮมีสีหน้าอย่างไร แต่ผมก็รู้ดีว่าตอนนี้เขาจะต้องมองผมด้วยแววตาเป็นประกายที่ดูเจ้าชู้และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน และผมไม่เคยกล้าสบตากับแววตาแบบนั้นนานเกินกว่าห้าวินาทีเลยจริงๆ

และผมเดาว่า ไข้ของผมคงสูงเกือบ 40 องศาแน่ๆ ในตอนที่มือเรียวลูบไล้ต้นขาของผมไปมา และบีบเฟ้น


“ละ...แล้วรู้ได้ยังไง ฉันห่มผ้านอนนะ แล้วนี่ห้องก็ไม่ได้เปิดไฟ นายมองเห็นรึไงกัน”

“ก็นอนกอดมาสักพักแล้ว แอบลวนลามไปเยอะแล้ว ก็เลยรู้ไง”

“ลามก! มาลวนลามคนหลับ นี่กะจะลักหลับฉันรึไง?”

“ถ้าฉันทำแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้นายคงได้ใส่ ‘ตัว’ ฉันนอนอยู่แล้วละ”


โอ้ พระเจ้า ผมคิดถึงเจ้าของเสียงทุ้มเสน่ห์นั่นแทบบ้าตายแล้วรู้ไหม


‘ครืด ครืด’


โทรศัพท์มือถือข้างเตียงสั่นเรียกความสนใจจากผม และได้ผล ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิดถึงไปวูบหนึ่ง แล้วยืดแขนสุดความยาวเพื่อคว้าเครื่องมือสื่อสารนั่นมา โดยที่ไม่ยอมขยับกายออกไปจากผ้านวมหนาอุ่น

และเมื่อผมเห็นชื่อบนหน้าจอสว่าง ก้อนเนื้อในอกซ้ายก็เต้นผิดจังหวะในทันที


‘ยุนโฮที่น่ารักของฉัน ♥’


“ฮัลโหล”

(ตื่นรึยังเนี่ย) เสียงทุ้มนุ่มนั่นช่างชวนให้ใจผมสั่นเหลือเกิน

“ก็สักพักแล้ว...”

(อา...เดี๋ยวอีกสักพักฉันต้องไปซ้อมคอนเสิร์ตแล้ว พรุ่งนี้ต้องขึ้นคอนเสิร์ตวันแรกแล้ว เฮ้อ...ไม่อยากไปเลยแหะ)

“ทำไมพูดแบบนั้น ได้จัดคอนเสิร์ตเลยนะ ชอบไม่ใช่รึไง”

(ไม่อยากไปเพราะไม่มีกำลังใจ ไม่มีสมาธิเลย พอดีนึกถึงแต่หน้าใครบางคนจนเต้นผิดร้องผิดไปหมด)


ผมสาบานเลยว่าไม่เคยได้ยินใครคนไหนที่พูดหยอดคนอื่นได้น่าฟังเท่าเขาเลย ยุนโฮเขาร้ายกาจ เขารู้ว่าควรจะใช้คำพูดและน้ำเสียงในการคุยกับคนแต่ละคนอย่างไร คำพูดของเขามีอำนาจพิเศษที่ยากจะต่อกร และผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ยอมแพ้ต่ออำนาจของเขาโดยศิโรราบ

ทำไมต้องมาพูดจาเลี่ยนๆ ใส่ด้วยนะ เขินชะมัด ให้ตายสิ


“ตาบ้า...”

(ขอกำลังใจหน่อยสิครับ แจจุง) โอ๊ย ใครสั่งใครสอนให้พูดอ้อนกันตรงๆ แบบนี้!

“อะ...เอ่อ...”

(ว่าไงครับ) ฮื่อ!

“สู้ๆ นะ เดี๋ยวฉันจะคอยดู”

(อา ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย)

“เลิกยิ้มเจ้าเล่ห์ได้แล้ว”

(รู้หรอว่าฉันยิ้มอยู่? รู้ใจกันจังเลย เขินนะเนี่ย)

“ไปซ้อมคอนเสิร์ตได้แล้ว”

(ครับๆ เดี๋ยววางสายแล้วนะ ชางมินจะกินหัวฉันแล้วเนี่ย)

“ฮะๆๆ สมน้ำหน้า!”

(แจจุง)

“หืม?”

(คิดถึงนะ)

“......”

(แล้วจะรีบกลับไปกอดนะครับ)


ยุนโฮวางสายไปแล้ว

เสียงทุ้มแหบพร่านั่นยังสะท้อนก้องอยู่ในหัวผม ผมค่อยๆ เลื่อนโทรศัพท์มือถือมาวางไว้บนอก ก้อนเนื้อในอกซ้ายสั่นระรัวเกินกว่าจะควบคุม และราวกับมีกองไฟสุมอยู่ในกายผม ความร้อนแผ่กระจายไปทั่วตั้งแต่หัวจรดเท้า ลุกลามไปจนแทบเผาไหม้สติให้พร่าเลือน ทว่าช่วยส่องแสงขับให้ภาพใบหน้าเรียวเล็กอันแสนรักใคร่เด่นชัดราวมีตัวตน

ดวงตาเรียวเล็กดุดัน, จมูกโด่งสวย, ริมฝีปากหยัก, แนวสันกรามได้รูปอันคมชัด

และกล้ามเนื้อหนัดแน่นที่น่าสัมผัส


(แล้วจะรีบกลับไปกอดนะครับ)


แย่แล้ว ไม่ไหว – ไม่ไหวจริงๆ

ผมขยับขาเสียดสีกันแผ่วเบา พลันส่งเสียงครางเครือในลำคอ ความร้อนในกายดูจะคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ผมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วสไลด์จอปลดล็อค

ผมกดเข้าแอปพลิเคชันที่เก็บไฟล์ภาพและวิดีโอไว้ เลื่อนย้อนไปหาไฟล์เก่าที่ยังจำได้ดี และทันทีที่เจอ ผมก็ไม่รอช้าที่จะใช้ปลายนิ้วกดเปิดไฟล์เป้าหมายนั่นอย่างรวดเร็ว

จอสี่เหลี่ยมผืนผ้าฉายภาพวิดีโอ พร้อมกับที่เสียงทุ้มที่ผ