[SF] +:+ Time After Time +:+ [YunJae][11th Anniversary]

posted on 28 Feb 2015 21:02 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian

Time After Time
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, Comedy, Romance
Author: ~#DN_LoveR#~ | Rating: PG-15 (คำพูดและการกระทำ) | Note: รักที่จะทำอะไรเดิมๆ





[ BGM : Milk Tea (by Fukuyama Masaharu) ]
 
 
 
 
 
การทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมยกให้เป็นช่วงที่เหนื่อยสาหัสที่สุด ทีมงานหลังเวทีวิ่งกันให้วุ่น เสียงเพลงสนุกๆ กับเสียงกรี๊ดของแฟนๆ ดังก้องสถานที่จัดงาน - ช่างเป็นเสียงนับถอยหลังเวลาการเตรียมตัวของทีมงานเบื้องหลังที่มีความสุขชะมัด

“สร้อยเงินสำหรับชุดต่อไปอยู่ไหนน่ะ?” ผมถาม คิ้วขมวดด้วยความสงสัย

“เอ๋? ชุดต่อไปไม่ใช่ชุดเสื้อกล้ามดำหรอคะ?”

ผมตวัดสายตามองสไตล์ลิสต์เด็กใหม่ เธอสะดุ้งทันทีที่เห็นผมจ้องเธอตาเขียวปั๊ด ผมสูดหายใจเข้าลึก เสียงเพลงบนเวทีที่ดังมามันทำให้ผมรู้ว่า เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเพลง คุณนักร้องก็จะต้องรีบลงมาเปลี่ยนชุดเป็นชุดถัดไปแล้ว และผมไม่ควรทำอะไรให้เสียเวลาไปมากกว่านี้

“ชุดนั้นมันใส่ถัดไปอีก อย่าเพิ่งมาเบลอตอนนี้ รีบไปเอาสร้อยมา! ให้ไว!”

“ระ รับทราบค่ะ พี่แจจุง!”

เธอไปหยิบสร้อยมาได้ไวมากอย่างที่ผมคาดหวัง ทำให้ระดับความหงุดหงิดที่มีอยู่ในตอนแรกลดลงไปจนเกือบเป็นศูนย์

เสียงเพลงสนุกๆ เมื่อครู่จบลง จากนั้นเสียงกรี๊ดของแฟนๆ ก็ดังขึ้นไปอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบอกว่า คุณนักร้องต้องลงมาจากเวทีแล้วแน่นอน ผมรีบคว้าชุดเสื้อผ้าสำหรับเพลงถัดไป และวิ่งไปดักรอคุณนักร้องโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนว่าผมจะช้าไปเสียหน่อย ตอนนี้รอบกายเขาถูกห้อมล้อมด้วยทีมงานที่ช่วยกันดูแลเขาอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการซับเหงื่อ ช่วยพยุงไม่ให้ศิลปินชื่อดังคนนี้ล้มลง หรือแม้กระทั่งให้ออกซิเจน – ใบหน้ากลมที่เหยเกด้วยความเหนื่อยราวจะขาดใจนั่นทำให้ผมเป็นห่วงได้เหมือนทุกครั้ง

ผมเอ่ยขอทางกับเหล่าทีมงานที่มะรุมมะตุ้มคุณนักร้อง พวกเขาหลบให้ และผมก็ไม่รีรอที่จะแทรกกายเข้าประชิดคนที่ยังหอบหายใจแรงไม่หาย

“ฮะ แฮ่ก...แฮ่ก!”

“เก่งมากจุนซู”

“แฮ่ก...พะ...แฮ่ก”

“ตอนนี้นายไม่ควรจะพูดอะไรนะจุนซู ยกแขนขึ้น เดี๋ยวพี่เปลี่ยนเสื้อให้”

จุนซูเป็นเด็กดีสำหรับผมเสมอ เขายกแขนขึ้นขนานกับพื้นทันทีที่ผมบอก แม้ว่าเขาแทบอยากจะร้องไห้เพราะความเหนื่อยสาหัสจากการแสดงคอนเสิร์ตตลอดชั่วโมง ผมรีบถอดเสื้อเชิ้ตแขนกุดออก เช็ดเหงื่อบนร่างอวบนั่นนิดหน่อย ก่อนจะรีบนำสูทยาวคอลึกสีเงินสวมทับบนกายของคุณนักร้องไฟแรง กระดุมสีดำถูกกลัดให้เข้าที่ ปิดท้ายด้วยการสวมสร้อยเงินให้เรียบร้อย ผมยิ้มให้เขา ก่อนจะตบไหล่จุนซูเบาๆ

“โทษทีที่พี่คงเปลี่ยนกางเกงให้นายไม่ได้นะ ฮะๆ”

และจุนซูก็ดูจะเลือกไม่ถูกว่าจะทำสีหน้าเช่นไร ระหว่างหัวเราะร่าให้กับคำพูดผม หรือนิ่วหน้ากับความเหนื่อยที่ดูจะลดลงไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“สู้ๆ ละ คลิปนี้จบนายก็ต้องขึ้นไปเต้นต่อแล้ว อย่าลืมเปลี่ยนกางเกงด้วยนะ!”

ทันทีที่ผมพูดจบ จุนซูที่เริ่มหอบหายใจเบาลงก็จัดการถอดกางเกงเสียเดี๋ยวนั้น มีเสียงกรี๊ดจากสตาฟฟ์ผู้หญิงดังแว่วมา ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องแอบส่ายหัวด้วยความระอา ยัยพวกผู้หญิงทะลึ่ง

ผมมองจุนซูที่ถูกสตาฟฟ์รุมล้อมเช่นเดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะผละตัวออกมาเตรียมชุดที่จะต้องใช้ชุดต่อไป ทว่าก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงผิวปากเพราะๆ แต่ฟังดูกวนในความรู้สึกก็ดังเรียกความสนใจจากผมเสียอย่างนั้น

ผมหันไปมอง และไม่ได้ผิดไปจากที่คิด – คนช่างกวนคนนั้นเป็นคนผิวปากจริงๆ ด้วย เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง แถมจ้องผมด้วยสายตาเป็นประกายอีกต่างหาก

“คนเป็นไดเรกเตอร์นี่ไม่ต้องไปคุมงานที่หน้าเวทีหรือไง?” ผมเอ่ยพลางถอนหายใจ แต่เขากลับยิ้ม

“ตอนนี้แค่เปิดคลิปทิ้งไว้ มันก็ต้องมีช่วงที่พักได้บ้างสิ”

“แล้วคุณยุนโฮมีอะไรรึเปล่าครับ ถึงขนาดที่ว่าต้องมาที่หลังเวทีด้วยตัวเองเลย ปกติจะต้องฝากฝังให้คุณโฮจุนดูแลไม่ใช่เหรอครับ?”

“หึงเหรอ?” ผมถลึงตาจนแทบถลนใส่คนที่พูดจาเลอะเทอะ ทว่าปากหยักนั่นกลับยิ้มกว้างเสียจนน่าหมั่นไส้

“ไร้สาระกันไปใหญ่แล้ว นี่ผมถามจริงๆ นะ มีงานอะไรติดขัดเหรอครับ?”

“เปล่าเลย ทุกอย่างราบรื่นดี แต่ฉันแค่อยากได้กำลังใจ”

“ที่หลังเวที?”

“ใช่ นี่ก็ยืนคุยกันมาตั้งหลายประโยคแล้ว แต่ยังไม่ได้กำลังใจเลย น่าเศร้าชะมัด”

คุณยุนโฮทำหน้าหงอย แสร้งทำท่าสะอึกสะอื้น พร้อมยกมือขึ้นมาทำเป็นเช็ดน้ำตาอีกต่างหาก ผมได้แต่เบะปากจนแทบคว่ำให้กับท่าทางพวกนั้น มันไม่ได้ดูน่ารักหรือน่าเห็นใจเลยสักนิด

“พอเถอะคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณดูน่าสงสารหรือน่าเห็นใจมากขึ้นหรอกนะ”

“โธ่ ทำไมคุณสไตล์ลิสต์ถึงใจร้ายกันแบบนี้นะ”

“กลับไปทำงานได้แล้วคุณยุนโฮ อีกไม่นานคลิปก็จะจบแล้วไม่ใช่หรอ”

“จะไม่ให้กำลังใจกันจริงๆ หรอ”

“คุณนี่มัน...ถ้างานออกมาไม่ดีผมจะโทษคุณนะ คุณเป็นไดเรกเตอร์นะ ผมทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ นะคุณ”

“คอยมองฉันอยู่ด้วยหรอ?”

เขากลับมายิ้มอีกครั้ง ดวงตาเม็ดแอลมอนด์ส่องประกายสดใสขึ้นมาทันตา

เข้าข้างตัวเองไปอีกเถอะ!

“ผมไม่ได้—”

“เฮ้อ ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย อย่าลืมจับตาดูฉันไว้ให้ดีๆ ละ แจจุง

เขาขยิบตาให้ผม ผมได้ยินเสียงครางแผ่วเบาจากสตาฟฟ์หญิงที่แอบมองท่าทางเจ้าชู้เล็กๆ ของคุณยุนโฮกันตาเป็นมัน เขาหันหลังเดินกลับไปยังด้านหน้าเวที ผมมองดูแผ่นหลังกว้างค่อยๆ เล็กลงกระทั่งหายไปจากสายตา แล้วก็ได้แต่แอบถอดถอนใจกับคำพูดก่อนหน้านี้ที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวให้ผมหงุดหงิดไม่หาย

“อย่าลืมจับตาดูฉันไว้ให้ดีๆ ละ แจจุง”

คนอื่นเขาก็มีหน้าที่ต้องทำเหมือนกันไหม ตลกกันไปใหญ่ละ คุณชองยุนโฮ 
 
 
----- 
 
 
2 ปีก่อน

ผม – คิมแจจุง ดีไซน์เนอร์ไส้แห้งวัย 25 ปี – กำลังเดินหิ้วถุงกับข้าวสำหรับสองคนทานกลับไปที่ห้องพักเล็กๆ ของตัวเอง อากาศเย็นๆ ในช่วงหน้าหนาวเป็นสิ่งที่ผมรักรองมาจากการได้ทำงานออกแบบเสื้อผ้า ถึงแม้ว่าวันนี้จะอากาศหนาวมากเป็นพิเศษ อุณหภูมิ -2 องศาเซลเซียสมันกำลังพุ่งตรงเข้าเสียดกายผู้คนจนลึกไปถึงกระดูก แต่เพียงแค่นึกว่าทันทีที่ผมกลับถึงห้อง ผมก็จะได้นั่งกินข้าวกับคนที่ผมรักในห้องอุ่นๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งกายทั้งใจอย่างน่าอัศจรรย์

โบอากำลังรอผมอยู่ที่ห้อง

ผมกับโบอาเราคบกันมาราว 3 ปีเห็นจะได้ เรารู้จักกันครั้งแรกตอนที่ไปทำค่ายอาสาด้วยกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก น่ารัก และสดใส ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดจะจีบหรืออยากได้เธอเป็นแฟนหรอกนะ แต่พอรู้จักกันไป ได้รู้จักกันมากขึ้นทีละนิด ก็คล้ายกับว่าผมเริ่มเอาความรู้สึกและชีวิตของตัวเองไปผูกกับตัวเธอมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอไม่ได้เจอหน้าโบอานานๆ ผมก็นั่งซึมจนเพื่อนทักเพื่อนแซวอยู่ตลอดว่า ผมดูเหมือนลูกหมาที่รอเจ้าของกลับบ้านไม่มีผิด

โบอาตอบตกลงที่จะลองใช้ชีวิตด้วยกันกับผมเมื่อเดือนก่อน เราไม่ได้หมั้นหรือแต่งงานกันแล้วหรอกนะ เธอให้เหตุผลว่า ถ้าเกิดว่าความสัมพันธ์ของเราก้าวหน้าไปจนถึงขั้นแต่งงาน แล้วรูปแบบชีวิตของเราดันเข้ากันไม่ได้ ตอนนั้นเราทั้งสองคนคงเจ็บปวดกันไม่น้อย

อันที่จริง การที่โบอาย้ายมาอยู่ที่ห้องพักของผมในตอนนั้น มันก็เป็นเรื่องโชคดีไม่น้อยเลย เพราะหลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ ใครจะไปคาดคิดว่าบริษัทออกแบบเสื้อผ้าเล็กๆ ที่ผมทำงานอยู่จะล้มละลาย ผมกลายเป็นคนว่างงานในชั่วข้ามคืน รู้สึกเคว้งคว้างจนเกือบจะตั้งตัวไม่ได้ด้วยซ้ำ

และก็เป็นโบอา ที่คอยให้กำลังใจผมมาตลอด

โบอาเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนหนึ่ง เธอคอยช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่บ้าง ส่วนผม ถึงแม้ว่าจะตกงาน และปัจจุบันก็ยังหางานไม่ได้ แต่ผมก็มีเงินเก็บอยู่ในบัญชีก้อนหนึ่ง และมีบางส่วนที่ผมเก็บไว้ในห้องนอน อย่างน้อยผมก็ยังใช้ชีวิตแบบประหยัดไปได้อีกระยะหนึ่ง

หลังจากเดินเอื่อยๆ อยู่ราวสิบนาที ผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักของตัวเองแล้ว ผมหยิบกุญแจออกมาเปิดประตูห้อง และทันทีที่ได้แทรกกายเข้าไปด้านในห้องสี่เหลี่ยม ผมก็ได้แต่รำพันในใจ อา อุ่นจนแทบขึ้นสวรรค์เลย ดีชะมัด

“กลับมาแล้วครับ”

ผมเปลี่ยนจากรองเท้าบู๊ทเป็นสลิปเปอร์ เอาถุงกับข้าวไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นหน้าโทรทัศน์ ห้องเงียบเสียจนผมต้องสอดส่องสายตาไปโดยรอบ

โบอาอยู่ไหน?

ก่อนที่ผมจะออกไปข้างนอก โบอาเพิ่งกลับมาจากบริษัท เธออาจจะกำลังอาบน้ำ แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงน้ำไหลเลยสักนิด

หรือเธออยู่ในห้องนอน?

ผมเดินลึกเข้าไปด้านใน ผ่านหน้าห้องน้ำ และหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอน ผมเคาะประตูสองสามครั้ง ไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมา ผมจึงตัดสินใจเปิดประตู

และพบเพียงความว่างเปล่า

“โบอา...?”

เธอหายไปไหน?

ผมรีบเดินเข้าไปด้านในห้อง สภาพห้องทุกอย่างเป็นปกติ แต่คนที่ผมหากลับไม่อยู่เสียนี่ ความกังวลและความสงสัยก่อตัวขึ้นพร้อมกันจนผมต้องขมวดคิ้ว โบอาอยู่ที่ไหน?

ผมกำลังจะหันหลังกลับและเดินออกไปนอกห้อง ทว่าสายตากลับมองเห็นกระดาษโพสต