[SF] +:+ Time After Time +:+ [YunJae][11th Anniversary]

posted on 28 Feb 2015 21:02 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian

Time After Time
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, Comedy, Romance
Author: ~#DN_LoveR#~ | Rating: PG-15 (คำพูดและการกระทำ) | Note: รักที่จะทำอะไรเดิมๆ





[ BGM : Milk Tea (by Fukuyama Masaharu) ]
 
 
 
 
 
การทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมยกให้เป็นช่วงที่เหนื่อยสาหัสที่สุด ทีมงานหลังเวทีวิ่งกันให้วุ่น เสียงเพลงสนุกๆ กับเสียงกรี๊ดของแฟนๆ ดังก้องสถานที่จัดงาน - ช่างเป็นเสียงนับถอยหลังเวลาการเตรียมตัวของทีมงานเบื้องหลังที่มีความสุขชะมัด

“สร้อยเงินสำหรับชุดต่อไปอยู่ไหนน่ะ?” ผมถาม คิ้วขมวดด้วยความสงสัย

“เอ๋? ชุดต่อไปไม่ใช่ชุดเสื้อกล้ามดำหรอคะ?”

ผมตวัดสายตามองสไตล์ลิสต์เด็กใหม่ เธอสะดุ้งทันทีที่เห็นผมจ้องเธอตาเขียวปั๊ด ผมสูดหายใจเข้าลึก เสียงเพลงบนเวทีที่ดังมามันทำให้ผมรู้ว่า เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเพลง คุณนักร้องก็จะต้องรีบลงมาเปลี่ยนชุดเป็นชุดถัดไปแล้ว และผมไม่ควรทำอะไรให้เสียเวลาไปมากกว่านี้

“ชุดนั้นมันใส่ถัดไปอีก อย่าเพิ่งมาเบลอตอนนี้ รีบไปเอาสร้อยมา! ให้ไว!”

“ระ รับทราบค่ะ พี่แจจุง!”

เธอไปหยิบสร้อยมาได้ไวมากอย่างที่ผมคาดหวัง ทำให้ระดับความหงุดหงิดที่มีอยู่ในตอนแรกลดลงไปจนเกือบเป็นศูนย์

เสียงเพลงสนุกๆ เมื่อครู่จบลง จากนั้นเสียงกรี๊ดของแฟนๆ ก็ดังขึ้นไปอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบอกว่า คุณนักร้องต้องลงมาจากเวทีแล้วแน่นอน ผมรีบคว้าชุดเสื้อผ้าสำหรับเพลงถัดไป และวิ่งไปดักรอคุณนักร้องโดยอัตโนมัติ แต่ดูเหมือนว่าผมจะช้าไปเสียหน่อย ตอนนี้รอบกายเขาถูกห้อมล้อมด้วยทีมงานที่ช่วยกันดูแลเขาอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการซับเหงื่อ ช่วยพยุงไม่ให้ศิลปินชื่อดังคนนี้ล้มลง หรือแม้กระทั่งให้ออกซิเจน – ใบหน้ากลมที่เหยเกด้วยความเหนื่อยราวจะขาดใจนั่นทำให้ผมเป็นห่วงได้เหมือนทุกครั้ง

ผมเอ่ยขอทางกับเหล่าทีมงานที่มะรุมมะตุ้มคุณนักร้อง พวกเขาหลบให้ และผมก็ไม่รีรอที่จะแทรกกายเข้าประชิดคนที่ยังหอบหายใจแรงไม่หาย

“ฮะ แฮ่ก...แฮ่ก!”

“เก่งมากจุนซู”

“แฮ่ก...พะ...แฮ่ก”

“ตอนนี้นายไม่ควรจะพูดอะไรนะจุนซู ยกแขนขึ้น เดี๋ยวพี่เปลี่ยนเสื้อให้”

จุนซูเป็นเด็กดีสำหรับผมเสมอ เขายกแขนขึ้นขนานกับพื้นทันทีที่ผมบอก แม้ว่าเขาแทบอยากจะร้องไห้เพราะความเหนื่อยสาหัสจากการแสดงคอนเสิร์ตตลอดชั่วโมง ผมรีบถอดเสื้อเชิ้ตแขนกุดออก เช็ดเหงื่อบนร่างอวบนั่นนิดหน่อย ก่อนจะรีบนำสูทยาวคอลึกสีเงินสวมทับบนกายของคุณนักร้องไฟแรง กระดุมสีดำถูกกลัดให้เข้าที่ ปิดท้ายด้วยการสวมสร้อยเงินให้เรียบร้อย ผมยิ้มให้เขา ก่อนจะตบไหล่จุนซูเบาๆ

“โทษทีที่พี่คงเปลี่ยนกางเกงให้นายไม่ได้นะ ฮะๆ”

และจุนซูก็ดูจะเลือกไม่ถูกว่าจะทำสีหน้าเช่นไร ระหว่างหัวเราะร่าให้กับคำพูดผม หรือนิ่วหน้ากับความเหนื่อยที่ดูจะลดลงไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“สู้ๆ ละ คลิปนี้จบนายก็ต้องขึ้นไปเต้นต่อแล้ว อย่าลืมเปลี่ยนกางเกงด้วยนะ!”

ทันทีที่ผมพูดจบ จุนซูที่เริ่มหอบหายใจเบาลงก็จัดการถอดกางเกงเสียเดี๋ยวนั้น มีเสียงกรี๊ดจากสตาฟฟ์ผู้หญิงดังแว่วมา ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องแอบส่ายหัวด้วยความระอา ยัยพวกผู้หญิงทะลึ่ง

ผมมองจุนซูที่ถูกสตาฟฟ์รุมล้อมเช่นเดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะผละตัวออกมาเตรียมชุดที่จะต้องใช้ชุดต่อไป ทว่าก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงผิวปากเพราะๆ แต่ฟังดูกวนในความรู้สึกก็ดังเรียกความสนใจจากผมเสียอย่างนั้น

ผมหันไปมอง และไม่ได้ผิดไปจากที่คิด – คนช่างกวนคนนั้นเป็นคนผิวปากจริงๆ ด้วย เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง แถมจ้องผมด้วยสายตาเป็นประกายอีกต่างหาก

“คนเป็นไดเรกเตอร์นี่ไม่ต้องไปคุมงานที่หน้าเวทีหรือไง?” ผมเอ่ยพลางถอนหายใจ แต่เขากลับยิ้ม

“ตอนนี้แค่เปิดคลิปทิ้งไว้ มันก็ต้องมีช่วงที่พักได้บ้างสิ”

“แล้วคุณยุนโฮมีอะไรรึเปล่าครับ ถึงขนาดที่ว่าต้องมาที่หลังเวทีด้วยตัวเองเลย ปกติจะต้องฝากฝังให้คุณโฮจุนดูแลไม่ใช่เหรอครับ?”

“หึงเหรอ?” ผมถลึงตาจนแทบถลนใส่คนที่พูดจาเลอะเทอะ ทว่าปากหยักนั่นกลับยิ้มกว้างเสียจนน่าหมั่นไส้

“ไร้สาระกันไปใหญ่แล้ว นี่ผมถามจริงๆ นะ มีงานอะไรติดขัดเหรอครับ?”

“เปล่าเลย ทุกอย่างราบรื่นดี แต่ฉันแค่อยากได้กำลังใจ”

“ที่หลังเวที?”

“ใช่ นี่ก็ยืนคุยกันมาตั้งหลายประโยคแล้ว แต่ยังไม่ได้กำลังใจเลย น่าเศร้าชะมัด”

คุณยุนโฮทำหน้าหงอย แสร้งทำท่าสะอึกสะอื้น พร้อมยกมือขึ้นมาทำเป็นเช็ดน้ำตาอีกต่างหาก ผมได้แต่เบะปากจนแทบคว่ำให้กับท่าทางพวกนั้น มันไม่ได้ดูน่ารักหรือน่าเห็นใจเลยสักนิด

“พอเถอะคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณดูน่าสงสารหรือน่าเห็นใจมากขึ้นหรอกนะ”

“โธ่ ทำไมคุณสไตล์ลิสต์ถึงใจร้ายกันแบบนี้นะ”

“กลับไปทำงานได้แล้วคุณยุนโฮ อีกไม่นานคลิปก็จะจบแล้วไม่ใช่หรอ”

“จะไม่ให้กำลังใจกันจริงๆ หรอ”

“คุณนี่มัน...ถ้างานออกมาไม่ดีผมจะโทษคุณนะ คุณเป็นไดเรกเตอร์นะ ผมทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ นะคุณ”

“คอยมองฉันอยู่ด้วยหรอ?”

เขากลับมายิ้มอีกครั้ง ดวงตาเม็ดแอลมอนด์ส่องประกายสดใสขึ้นมาทันตา

เข้าข้างตัวเองไปอีกเถอะ!

“ผมไม่ได้—”

“เฮ้อ ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย อย่าลืมจับตาดูฉันไว้ให้ดีๆ ละ แจจุง

เขาขยิบตาให้ผม ผมได้ยินเสียงครางแผ่วเบาจากสตาฟฟ์หญิงที่แอบมองท่าทางเจ้าชู้เล็กๆ ของคุณยุนโฮกันตาเป็นมัน เขาหันหลังเดินกลับไปยังด้านหน้าเวที ผมมองดูแผ่นหลังกว้างค่อยๆ เล็กลงกระทั่งหายไปจากสายตา แล้วก็ได้แต่แอบถอดถอนใจกับคำพูดก่อนหน้านี้ที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวให้ผมหงุดหงิดไม่หาย

“อย่าลืมจับตาดูฉันไว้ให้ดีๆ ละ แจจุง”

คนอื่นเขาก็มีหน้าที่ต้องทำเหมือนกันไหม ตลกกันไปใหญ่ละ คุณชองยุนโฮ 
 
 
----- 
 
 
2 ปีก่อน

ผม – คิมแจจุง ดีไซน์เนอร์ไส้แห้งวัย 25 ปี – กำลังเดินหิ้วถุงกับข้าวสำหรับสองคนทานกลับไปที่ห้องพักเล็กๆ ของตัวเอง อากาศเย็นๆ ในช่วงหน้าหนาวเป็นสิ่งที่ผมรักรองมาจากการได้ทำงานออกแบบเสื้อผ้า ถึงแม้ว่าวันนี้จะอากาศหนาวมากเป็นพิเศษ อุณหภูมิ -2 องศาเซลเซียสมันกำลังพุ่งตรงเข้าเสียดกายผู้คนจนลึกไปถึงกระดูก แต่เพียงแค่นึกว่าทันทีที่ผมกลับถึงห้อง ผมก็จะได้นั่งกินข้าวกับคนที่ผมรักในห้องอุ่นๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งกายทั้งใจอย่างน่าอัศจรรย์

โบอากำลังรอผมอยู่ที่ห้อง

ผมกับโบอาเราคบกันมาราว 3 ปีเห็นจะได้ เรารู้จักกันครั้งแรกตอนที่ไปทำค่ายอาสาด้วยกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก น่ารัก และสดใส ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดจะจีบหรืออยากได้เธอเป็นแฟนหรอกนะ แต่พอรู้จักกันไป ได้รู้จักกันมากขึ้นทีละนิด ก็คล้ายกับว่าผมเริ่มเอาความรู้สึกและชีวิตของตัวเองไปผูกกับตัวเธอมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอไม่ได้เจอหน้าโบอานานๆ ผมก็นั่งซึมจนเพื่อนทักเพื่อนแซวอยู่ตลอดว่า ผมดูเหมือนลูกหมาที่รอเจ้าของกลับบ้านไม่มีผิด

โบอาตอบตกลงที่จะลองใช้ชีวิตด้วยกันกับผมเมื่อเดือนก่อน เราไม่ได้หมั้นหรือแต่งงานกันแล้วหรอกนะ เธอให้เหตุผลว่า ถ้าเกิดว่าความสัมพันธ์ของเราก้าวหน้าไปจนถึงขั้นแต่งงาน แล้วรูปแบบชีวิตของเราดันเข้ากันไม่ได้ ตอนนั้นเราทั้งสองคนคงเจ็บปวดกันไม่น้อย

อันที่จริง การที่โบอาย้ายมาอยู่ที่ห้องพักของผมในตอนนั้น มันก็เป็นเรื่องโชคดีไม่น้อยเลย เพราะหลังจากนั้นเพียงสองสัปดาห์ ใครจะไปคาดคิดว่าบริษัทออกแบบเสื้อผ้าเล็กๆ ที่ผมทำงานอยู่จะล้มละลาย ผมกลายเป็นคนว่างงานในชั่วข้ามคืน รู้สึกเคว้งคว้างจนเกือบจะตั้งตัวไม่ได้ด้วยซ้ำ

และก็เป็นโบอา ที่คอยให้กำลังใจผมมาตลอด

โบอาเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนหนึ่ง เธอคอยช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่บ้าง ส่วนผม ถึงแม้ว่าจะตกงาน และปัจจุบันก็ยังหางานไม่ได้ แต่ผมก็มีเงินเก็บอยู่ในบัญชีก้อนหนึ่ง และมีบางส่วนที่ผมเก็บไว้ในห้องนอน อย่างน้อยผมก็ยังใช้ชีวิตแบบประหยัดไปได้อีกระยะหนึ่ง

หลังจากเดินเอื่อยๆ อยู่ราวสิบนาที ผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักของตัวเองแล้ว ผมหยิบกุญแจออกมาเปิดประตูห้อง และทันทีที่ได้แทรกกายเข้าไปด้านในห้องสี่เหลี่ยม ผมก็ได้แต่รำพันในใจ อา อุ่นจนแทบขึ้นสวรรค์เลย ดีชะมัด

“กลับมาแล้วครับ”

ผมเปลี่ยนจากรองเท้าบู๊ทเป็นสลิปเปอร์ เอาถุงกับข้าวไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นหน้าโทรทัศน์ ห้องเงียบเสียจนผมต้องสอดส่องสายตาไปโดยรอบ

โบอาอยู่ไหน?

ก่อนที่ผมจะออกไปข้างนอก โบอาเพิ่งกลับมาจากบริษัท เธออาจจะกำลังอาบน้ำ แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงน้ำไหลเลยสักนิด

หรือเธออยู่ในห้องนอน?

ผมเดินลึกเข้าไปด้านใน ผ่านหน้าห้องน้ำ และหยุดอยู่ที่หน้าห้องนอน ผมเคาะประตูสองสามครั้ง ไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมา ผมจึงตัดสินใจเปิดประตู

และพบเพียงความว่างเปล่า

“โบอา...?”

เธอหายไปไหน?

ผมรีบเดินเข้าไปด้านในห้อง สภาพห้องทุกอย่างเป็นปกติ แต่คนที่ผมหากลับไม่อยู่เสียนี่ ความกังวลและความสงสัยก่อตัวขึ้นพร้อมกันจนผมต้องขมวดคิ้ว โบอาอยู่ที่ไหน?

ผมกำลังจะหันหลังกลับและเดินออกไปนอกห้อง ทว่าสายตากลับมองเห็นกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองอ่อนที่แปะอยู่ที่ตู้เสื้อผ้าตรงข้ามเตียงนอนเสียก่อน สองขาจึงเปลี่ยนทิศทาง เดินตรงไปที่ตู้สี่เหลี่ยมสีน้ำตาลนั่น และผมก็ยื่นมือไปดึงเจ้ากระดาษแผ่นเล็กนั่นมาอ่าน

‘ขอโทษนะ แต่ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ’

ผมอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้ง ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ โบอาต้องการขอโทษผมเรื่องอะไร ทำไมเธอจึงไม่มีทางเลือก เธอกำลังเจอปัญหาอะไรแล้วไม่ยอมเล่าให้ผมฟังแบบนั้นใช่หรือเปล่า?

คำถามมากมายเกิดขึ้นจนสมองผมแทบจะประมวลผลไม่ทัน แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเลวร้ายครั้งใหญ่ ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าตู้เสื้อผ้าที่ปิดสนิท ก่อนจะรีบกระชากประตูตู้เสื้อผ้าในทันที

และสิ่งที่ผมเห็นก็แทบจะทำให้ผมทรุดลงไปตรงนั้น

เสื้อผ้าของผมกระจัดกระจายไปหมด และเสื้อผ้าของโบอาหายไป

มือผมสั่นไม่ต่างไปจากก้อนเนื้อในอกซ้าย การที่เธอเก็บเสื้อผ้าหายไปแบบนี้มันก็ชัดเจนพอแล้วว่าความเลวร้ายที่ผมคาดเดาไว้คืออะไร ผมควรจะสังเกตตั้งแต่หน้าห้องด้วยซ้ำว่ารองเท้าของเธอยังอยู่หรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความเลวร้ายอีกอย่างก็คือความผิดปกติบางอย่างที่อยู่ตรงหน้าผม

ทั้งๆ ที่โบอาแค่เก็บเสื้อผ้าตัวเองหนีไปมันก็น่าจะเพียงพอแล้วกับการที่จะหนีไปจากผม

แต่ทำไมเสื้อผ้าของผมมันถึงเละเทะได้ขนาดนี้...

เละเทะจนผมกลัวว่าบางสิ่งที่ผมเก็บซ่อนไว้ในนี้จะหายไปพร้อมกับเธอ

ผมรีบปัดเสื้อผ้าทั้งหมดออกมา รีบหากล่องเหล็กด้านในตู้ที่ผมใช้เสื้อผ้าเก่าๆ ปิดทับไว้เสมอ เพียงไม่นานผมก็เจอเป้าหมายของผม ผมรีบคว้ากล่องเหล็กเก่าๆ นั้นอย่างรวดเร็ว ขอให้อย่าเป็นอย่างที่คิดเลยเถอะ

แต่ทันทีที่เห็นว่าแม่กุญแจที่ล็อคกล่องนั้นไว้กลับนอนนิ่งอยู่ข้างกล่อง ก็คล้ายว่าเรี่ยวแรงจะหายไปเสียหมด ผมเม้มริมฝีปากแน่น ค่อยๆ เปิดกล่องเหล็กในมือด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก และเมื่อผมมองดูด้านใน คำสบถก็หลุดออกมาพร้อมกับน้ำใสที่เอ่อล้นดวงตา

เงินเก็บของผมหายไปหมดแล้ว

“เหี้ยเอ๊ย!”

ผมเขวี้ยงเจ้ากล่องเหล็กในมือลงกับพื้นอย่างแรง เสียง เคร้ง! ไม่ได้ช่วยบรรเทาความรู้สึกของผมลงเลยแม้แต่นิด ดวงตาผมร้อนผ่าว ผมอยากจะร้องไห้ออกมาให้สาสมกับความปวดร้าวสาหัสในอก แต่สิ่งที่มีมากพอๆ กับความเสียใจ คือ ความโกรธแค้นที่รุนแรงพอจะห้ามไม่ให้ผมเสียน้ำตา

เสียใจที่ความทรงจำดีๆ ตลอดสามปีนั้นไม่มีค่าพอจะทำให้คนรักของผมพอใจได้

โกรธที่โดนคนที่ไว้ใจหักหลัง และความรักความทุ่มเทที่เคยให้ไปกลับมีค่าต่ำกว่าน้ำเงิน

และผมไม่ควรเสียน้ำตาให้กับคนที่มองว่าความรักและความทุ่มเทของผมนั้นไร้ค่า

ผมกลืนก้อนสะอื้น และกล้ำกลืนทุกความปวดร้าวไว้ในหัวใจดวงเล็กขนาดเท่ากำปั้น แม้ว่ามันอาจจะบอบบางจนปริแตกได้ แต่ผมไม่ใช่คนที่จะยอมยึดติดอยู่กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ หรอกนะ

ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่การคร่ำครวญเสียใจ ผมต้องรีบหางาน และทำให้ชีวิตตัวเองกลับมามั่นคงให้เร็วที่สุด

ผมพยายามคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้คงที่ พยายามปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยก็ยังมีเงินเก็บในบัญชีธนาคารอีกนิดหน่อย แต่ถ้าหางานไม่ได้ คงใช้ชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก ผมหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกง ปลายนิ้วกดโทรหาเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ รอเพียงไม่นาน ปลายสายก็กดรับและเอ่ยทักทายด้วยเสียงสดใส

(ว่าไง คุณดีไซน์เนอร์คิมแจจุง)

“ยูชอน...”

(ว่าไงเพื่อน)

ปาร์คยูชอน คือ เพื่อนสมัยมัธยมปลายของผม เราสนิทกันเร็วมากจนน่าแปลกใจ อาจเป็นเพราะเราเคมีตรงกัน เรายังคุยและคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ แม้ว่าเราจะแยกย้ายกันไปตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมอยากเป็นดีไซเนอร์ ส่วนเจ้ายูชอนอยากเป็นมือกีตาร์ระดับโลก ถึงมันจะฟังดูมักใหญ่ใฝ่สูงไปหน่อย แต่ตอนนี้เพื่อนผมคนนี้ก็เป็นมือกีตาร์อันดับต้นๆ ของประเทศได้แล้ว

“ฉัน...จะทำยังไงดีวะ”

(เกิดอะไรขึ้น?)

“โบอาหนีไปจากฉันแล้ว”

(นี่นายพูดจริงเหรอ?) น้ำเสียงแปลกใจนั่นทำให้ผมหัวเราะหึอย่างขมขื่น

“ใช่ และเธอก็ขโมยเงินเก็บในห้องฉันไปเสียเกลี้ยง”

(เหี้ย! จริงเหรอวะ นี่ฉันไม่คิดว่าโบอาจะกล้าทำอะไรแบบนี้ได้นะ แล้วตอนนี้นายเป็นไงบ้างวะ โอเครึเปล่า ให้ฉันไปหาไหม? หรือว่านายจะมาหาฉันที่คอนโดก่อนไหม?)

เสียงปลายสายที่ยิงคำถามมาไม่หยุดนั่นทำให้ผมยิ้มได้นิดหน่อย อย่างไรเสียคนเป็นเพื่อนแท้ก็ทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ผมคิดอย่างนั้นนะ

“ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ฉัน...เฮ้อ นายก็รู้ใช่ไหมว่าตอนนี้ฉันว่างงาน”

(นี่ยังไม่มีบริษัทไหนรับนายเข้าทำงานอีกเหรอ?)

“ใช่ และตอนนี้เงินเก็บในบัญชีฉันก็เหลือไม่เยอะด้วย ทำไงดีวะ นายพอจะรู้ไหมว่าบริษัทไหนเปิดรับสมัครพนักงานอีกบ้าง”

(มาเป็นสไตล์ลิสต์ที่บริษัทที่ฉันอยู่ไหมล่ะ?) ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ยูชอนกำลังจุดประกายความหวังเล็กๆ ให้ผม

“จริงเหรอ? นายอยู่บริษัทอะไรแล้วนะ แล้วเขาเปิดรับสมัครอยู่จริงๆ เหรอ?”

(ค่าย YH Entertainment ไง ตอนนี้เขาหาสไตล์ลิสต์คนใหม่ให้ เซียจุนซู อยู่ นายรู้จักใช่ไหม นักร้องที่ดังเป็นพลุแตกอยู่ช่วงนี้น่ะ สนใจปะ เดี๋ยวฉันติดต่อให้ ฉันสนิทกับเจ้าของค่ายอยู่)

"สนสิ สนมากๆ ด้วย! นายพูดจริงๆ ใช่ไหมยูชอน"

(พี่ปาร์คเป็นคนดีเสมออยู่แล้ว จะกล้าพูดโกหกได้ยังไงกัน ฮะฮ่า!) เสียงทุ้มนั่นหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ และนั่นก็ทำให้ผมเผลอหัวเราะเบาๆ ตามไปด้วย

และที่ยูชอนบอกว่าสนิทกับเจ้าของค่าย เขาก็ไม่ได้โอ้อวดเกินจริงเลยสักนิด พิสูจน์ได้จากการที่พอถึงรุ่งเช้า ผมก็ต้องรีบอาบน้ำ และแต่งตัวให้ดูดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเพื่อนที่แสนดีคนนี้โทรมาบอกว่า จะขับรถมารับผมให้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท ส่วนเจ้าตัวก็จะไปนั่งซ้อมดนตรีกับเพื่อนร่วมวงด้วย ผมไม่รู้หรอกว่าการจะเป็นสไตล์ลิสต์นี้มันต้องสัมภาษณ์จริงจังกันขนาดไหน และไม่รู้เจ้ายูชอนไปคุยกับเจ้านายยังไง เขาถึงได้เรียกตัวผมไปหาเร็วขนาดนี้ ทุกอย่างมันฉุกละหุกจนผมตั้งตัวแทบไม่ทัน กว่าสติจะเข้าที่เข้าทางดี ยูชอนก็พาผมมายืนอยู่หน้าห้องประชุมของคณะผู้บริหารเสียแล้ว

“นี่ฉันจะต้องเข้าไปสัมภาษณ์งานแล้วจริงๆ เหรอ?” ผมเอ่ยอย่างเลื่อนลอย สายตาจดจ้องอยู่ที่ประตูสีขาวสะอาดตรงหน้า ยูชอนกระตุกยิ้ม ก่อนจะเลื่อนมือมาตบไหล่ผมเบาๆ

“ฉันรับรองว่านายจะได้งานแน่นอน แจจุง ไม่ใช่เพราะฉันใช้เส้นหรืออะไรหรอกนะ แต่นายจะได้งาน เพราะตัวของนายเอง

ยูชอนเคาะประตูตรงหน้าสองสามครั้ง แล้วบอกให้คนด้านในทราบว่า เขาได้พาผมมาสัมภาษณ์งานตามที่เจ้านายสั่งแล้ว มีเสียงทุ้มดังตอบรับมาจากด้านใน หลังจากนั้นยูชอนก็เปิดประตูให้ผม เขาหันมามองผม แล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ความกังวลผมหายไปเกือบครึ่ง และก่อนที่ประตูจะปิดลง เขาบอกผมทิ้งท้ายว่า โชคดีนะ แจจุง

ผมกลืนน้ำลายเหนียวคออึกหนึ่ง กลางห้องมีโต๊ะทรงกลมตั้งตระหง่าน และมีคนนั่งรอผมอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามสามคน เป็นผู้ชายทั้งหมด คนซ้ายสุดจ้องผมเขม็งจนรู้สึกเกร็ง ดูไม่ค่อยเป็นมิตรอย่างบอกไม่ถูก ส่วนคนตรงกลางนั่งเท้าคางมองผมด้วยท่าทีสบายๆ และคนขวาสุดนั่นทำให้ผมต้องเผลอเบิกตากว้างทันทีที่ได้เห็น นั่นมันเซียจุนซูนี่! ทั้งสามอยู่ในชุดไปรเวท มันเหมือนจะทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงก็จริง แต่นี่คือการสัมภาษณ์งาน ผมต้องตั้งใจและจริงจังให้มากที่สุด อย่างที่ยูชอนบอก ผมจะได้งานหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับตัวผมเองทั้งนั้น

“คุณคิมแจจุงใช่ไหม เชิญนั่งครับ” คนซ้ายสุดผายมือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพวกเขา ผมโค้งให้ ก่อนจะเดินไปนั่ง หลังจากที่ผมนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดต่อทันที

“ผมชื่อ ซนโฮจุน เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่นี่” เขาผายมือไปยังคนที่นั่งอยู่ตรงกลาง “นี่คือคุณชองยุนโฮ เจ้าของบริษัท YH Entertainment ส่วนคนที่อยู่ริมสุดนั้นผมคิดว่าคุณคงรู้จักเขาอยู่บ้างแล้ว”

ผมเดาว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมนั่งตัวเกร็งมากถึงขนาดนี้ การที่ต้องนั่งแล้วถูกสายตาสามคู่จับจ้องมามันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด และยิ่งสามคนที่ว่านั้นเป็นถึงคนที่มีตำแหน่งหน้าที่และสิทธิในการลงความเห็นต่อการรับเลือกผมเข้าทำงาน ทั้งผู้บริหาร เจ้าของบริษัท นักร้องประจำค่าย ให้ตายสิ นี่รวมตัวท็อปของบริษัทมาสัมภาษณ์กันเลยหรือไง

“สะ สวัสดีครับ ผม คิมแจจุง ครับ” ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งที่สุด ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

"เมื่อคืนคุณยูชอนแจ้งข่าวด่วนมาหาพวกเราว่า เขามีสไตล์ลิสต์ฝีมือดีมาแนะนำ แต่จากที่ผมสอบถามเขาไป ดูเหมือนว่าฝีมือของคุณจะไม่ได้รับการกล่าวขานในวงกว้างสักเท่าไหร่นะ"

คุณโฮจุนขยับนั่งไขว่ห้าง เลื่อนมือขวาขึ้นวางบนโต๊ะ แล้วใช้นิ้วชี้เคาะพื้นโต๊ะช้าๆ สองครั้ง แววตารังเกียจเหยียดหยามถูกส่งตรงมาหาผมอย่างไม่ปิดบัง

เดี๋ยวสิ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองไม่ใช่หรือไง?

“คุณรู้ใช่ไหมว่าเราต้องการหาสไตล์ลิสต์ให้เซียจุนซู ศิลปินอันดับหนึ่งของค่ายและของประเทศ ภาพลักษณ์ของเขาต้องออกมาดูดีสมฐานะที่สุด”

“...ผมทราบดีครับ” ผมตอบ สองมือกำเข้าหากันแน่นด้วยความกดดัน เห็นแววความซวยมาแต่ไกล โธ่เว้ย!

“ดังนั้น การที่คุณเป็นเพียงแค่สไตล์ลิสต์มือใหม่มันไม่เหมาะจะ—”

“คุณคิมแจจุงใช่ไหมฮะ คุณหน้าตาน่ารักจัง ผิวก็สวยมากๆ ด้วย น่าอิจฉาชะมัด คุณแจจุงอายุเท่าไหร่หรอฮะ ผมอายุ 24 ปีนะ”

เสียงแหบเล็กๆ ที่ฟังดูน่ารักดังแทรกขึ้นมากลางอากาศ ผมหันไปมองคุณจุนซู – ศิลปินที่แสนเซ็กซี่บนเวที แต่ตัวจริงกลับดูใสซื่อราวกับเด็กน้อย – เขาส่งยิ้มกว้างๆ ไปถึงดวงตา ผมรู้สึกเหมือนเห็นปีกสีขาวเล็กๆ งอกมาจากด้านหลังเขาเลย

ผมหันกลับไปมองคุณโฮจุน เขาเงียบไป แล้วหันไปจ้องคุณจุนซูเสียตาเขม็ง ผมเม้มริมฝีปาก ให้ตายเถอะ นี่มันบรรยากาศสองขั้วชัดๆ ผมกรอกสายตาลอกแลก ไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไรออกไปไหม แต่สายตาผมก็มาหยุดอยู่ตรงชายหนุ่มที่นั่งตรงกลาง เขาเอามือประสานกันไว้บนโต๊ะ มองผมด้วยสายตาเรียบนิ่ง ราวกับไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่ถ้าผมมองไม่ผิด ผมคิดว่าริมฝีปากหยักนั้นมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่

ดูเหมือนคุณชองยุนโฮจะเป็นฝ่ายสังเกตการณ์ละมั้ง

“คุณแจจุงไม่ตอบคำถามผมอะ” คุณจุนซูพูดด้วยน้ำเสียงเง้างอน ก่อนจะทำปากยื่นเหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจ ผมเหยียดหลังตรง แล้วรีบตอบคำถามอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ

“ผะ ผมอายุ 25 ปีครับ”

“อา~ งั้นผมก็ต้องเรียกว่า พี่แจจุง สินะ อิยะฮะฮ่า!” เขายิ้มกว้าง แล้วก็หลุดหัวเราะเสียงประหลาดๆ ออกมานิดหน่อย และนั่นทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ คุณจุนซูน่ารักจัง จากนั้นคุณจุนซูก็พูดต่อ “พี่แจจุงก็ไม่ต้องเรียกผมว่า ‘คุณ’ แล้วนะ เรียกผมว่า จุนซู ก็พอ หรือถ้าจะเรียกว่า น้องจุนซู ผมก็ไม่รังเกียจหรอกนะ คิก~”

“ฮะๆ ครับ จุนซู”

นับเป็นเรื่องประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตผม ผมไม่เคยรู้สึกไว้วางใจกับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรกได้เร็วขนาดนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะความน่ารักน่าเอ็นดูของจุนซูทำให้ผมรู้ว่า เขาเป็นคนที่ไว้ใจและเชื่อใจได้ สุดท้าย ผมจึงกล้าที่จะเรียกชื่อเขาห้วนๆ อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาท และส่งยิ้มที่ออกมาจากใจให้กับศิลปินที่แสนน่ารักคนนี้

จุนซูจ้องผมตาแป๋ว ส่วนผมก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม น่ารักชะมัด

“ผ่าน”

เอ๋?

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นนั่นเรียกให้ทุกสายตาหันไปมอง คุณยุนโฮ...? ผมจ้องใบหน้าเรียวเล็กของเขา กะพริบตาปริบด้วยความสงสัย แววตาที่ดูมุ่งมั่นและเป็นประกายของเขาชวนให้รู้สึกใจแกว่งอย่างประหลาด ท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวอยู่ชั่วอึดใจ คล้ายว่าความฉงนกำลังเดินว่อนไปทั่วห้องพร้อมรอยยิ้มกริ่ม และบางส่วนก็ทำหน้ายู่ยับอย่างออกนอกหน้า

“ยุนโฮ หมายความว่ายังไงกันน่ะ?” คุณโฮจุนเป็นคนแรกที่เอ่ยถาม คิ้วขมวดมุ่นจนแทบพันเป็นปม

คุณยุนโฮยังไม่ตอบคำถามในทันที เขาขยับยิ้มกว้างขึ้น และแสงสว่างที่ไร้ตัวตนก็ส่องประกายรอบตัวเขา มันแผ่กระจายไปรอบห้อง รวมถึงแทรกกายเข้ามาเขย่ากลุ่มความรู้สึกในใจผมให้สั่นไหวไปวูบหนึ่ง ผมสบตากับดวงตาเรียวเล็กนั่น มือทั้งสองกำเข้าหากันแน่นโดยไร้เหตุผล

“คุณผ่านการสัมภาษณ์แล้วครับ คุณคิมแจจุง”

คุณยุนโฮตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ช่างเป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมนัก พระเจ้า นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม

“ผมขอให้คุณเริ่มทำงานในฐานะสไตล์ลิสต์ของเซียจุนซูทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้องนี้ไป” ผมตั้งสติอีกครั้ง ถึงจะยังงงอยู่บ้าง แต่ความดีใจนั่นมันล้นปรี่จนกล้ามเนื้อหน้าของผมต้องแบกยิ้มใหญ่ๆ ไว้สุดกำลัง

“ครับ! ขอบคุณมากๆ นะครับคุณยุนโฮ!” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้มขอบคุณเก้าสิบองศา แสดงความขอบคุณที่มีในใจออกไปให้ได้มากที่สุด

“เย้~ กะแล้วว่าพี่ยุนโฮจะต้องรับพี่แจจุงแน่ๆ สไตล์ลิสต์คนใหม่ของจุนซูนี่ดีจังเลยน้า~” จุนซูพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นนิดๆ คุณยุนโฮหลุดหัวเราะออกมาแผ่วเบา

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?” คุณยุนโฮหันไปมองนักร้องในสังกัด และได้รับรอยยิ้มใสซื่อเป็นคำตอบ

“โธ่ แค่เห็นตอนที่พี่แจจุงยิ้มก็รู้แล้ว นอกจากจะดูจริงใจแล้ว พอยิ้มแล้วก็ยิ่งสวยซะจน—”

“ยุนโฮ นายคิดดีแล้วหรอ? นี่เรายังไม่ได้สัมภาษณ์เขาอย่างจริงจังเลยนะ!”

เป็นคุณโฮจุนที่ค้านขึ้นมาเสียงดัง สีหน้าของเขาดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด จะมาสกัดดาวรุ่งกันทำไมเนี่ย?! สองมือผมกำแน่นเพียงครู่ และแอบจิ๊ปากอยู่ในใจ ก่อนจะกวาดสายตามองชายหนุ่มอีกสองคน จุนซูมองหน้าคุณผู้บริหารอย่างเหวอๆ แล้วทำหน้ายู่ใส่ตรงๆ แต่ดูเหมือนคุณโฮจุนจะไม่ชายตามองใครนอกจากคุณเจ้าของบริษัทเลยสักนิด

ใบหน้าของคุณยุนโฮยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม เขามองคุณโฮจุน แล้วหันมาสบตากับผม เวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เขาเงียบไป ใช้เพียงสายตาจดจ้องผมอย่างครุ่นคิด มันทำให้ผมรู้สึกยาวนานราวกับเป็นปี

“ผมยืนยันว่าผมจะรับคุณเป็นสไตล์ลิสต์นะ คุณแจจุง”

“......”

“เพราะผมคิดว่าคุณคือคนที่ใช่...สำหรับผม 
 
 
----- 
 
 
“ถ้าจะดื่มจนเมาแอ๋ขนาดนี้ ฉันสาบานเลยว่า อาฟเตอร์ปาร์ตี้งานหน้านายจะไม่มีวันได้ไปแน่ๆ”

คุณยุนโฮใช้น้ำเสียงดุๆ คาดโทษผมไว้ ขณะที่ปล่อยให้ผมลงจากหลังกว้างของเขา แล้วลงไปนอนแผ่บนเตียงนุ่มๆ ในคอนโดของผมแทน ผมส่งเสียง ชิ ออกมาอย่างไม่ปิดบัง ผมรู้ตัวดีว่า ตอนนี้หน้าผมคงแดงจัดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ผมรักรองจากเสื้อผ้าทันสมัยสุดเก๋ ถ้าให้เดินกลับมาเอง พนันได้เลยว่าผมจะไม่มีวันกลับมาถึงคอนโดตอน 1.20 น. แบบนี้หรอก

นี่น่าจะเป็นครั้งที่สามที่คุณยุนโฮพาผมมาส่งถึงห้อง แต่ผมขอบอกไว้ก่อนว่า ถึงอาการผมจะดูร่อแร่แบบนั้น แต่สติผมยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ดี หลักฐานคือการที่ผมสามารถหาคีย์การ์ดคอนโดยื่นให้คุณยุนโฮได้นั่นแหละ

หลังจากที่คอนเสิร์ตของจุนซูจบลงด้วยความสำเร็จครั้งใหญ่ เราไปฉลองกันที่ร้านเนื้อย่างร้านโปรดของคุณนักร้อง ทีมงานทุกคนที่เคยแบกความเหนื่อยล้าก้อนโตไว้ ต่างกลับมายิ้มร่าและหัวเราะอย่างมีความสุขร่วมกัน

ผมค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่มอย่างทุลักทุเล แต่ในจังหวะที่กำลังจะทรงตัวนั่งได้ดีๆ หัวผมก็ทิ่มลงบนที่นอนนุ่มนิ่มอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงคุณยุนโฮถอนหายใจ พื้นที่ข้างกายผมยุบลง และตัวผมก็ลอยหวือขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงได้ด้วยฝีมือของคุณยุนโฮในที่สุด

ผมหันไปมองคนหน้าเล็กที่ขยับมานั่งข้างกัน สีหน้ายุ่งๆ ของเขามันน่าหัวเราะเป็นบ้า มันมีไม่กี่ครั้งหรอกที่ผมจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้จากเขา เพราะปกติเจ้านายขี้แกล้งคนนี้จะชอบยิ้มแจกคนอื่นเรี่ยราดไปเสียหมด

เห็นแบบนั้นแล้วผมก็อดจะนึกถึงตอนที่ได้นั่งดื่มในงานฉลองที่ผ่านมาไม่ได้ หลังจากที่ทุกคนชนแก้วร่วมกัน คุณยุนโฮก็ได้ชนแก้วกับสตาฟฟ์หญิงเป็นการส่วนตัวอีกหลายคน มันเยอะเสียจนมีคนเอ่ยปากแซวเจ้านายเนื้อหอมเป็นระยะ ผมที่กำลังนั่งดื่มเงียบๆ ก็มีชิมชางมิน ตากล้องมือฉมังของบริษัทมาชวนคุยเล่น เพราะเราได้ร่วมงานกันค่อนข้างบ่อย

“พี่แจจุง ไม่ไปขอชนแก้วกับพี่ยุนโฮบ้างหรอ?” ชางมินยิ้มทะเล้น แล้วกระดกโซจูรวดเดียวหมดแก้ว ไอ้เด็กเวรนี่

“ทำไมฉันจะต้องไปขอชนแก้วกับคุณยุนโฮด้วย? เราก็ชนแก้วพร้อมกันทุกคนแล้วไม่ใช่หรือไง?”

“โธ่ พี่ ชอบเขาก็ไปขอชนแก้วกับเขาซี่ จะเก๊กไปถึงไหนกันน่ะ!”

และผมก็ต้องเหนื่อยในการอธิบายเหตุผลให้ชางมินฟังว่า ทำไมผมถึงไม่ได้ชอบคุณยุนโฮ ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน

1. ผมไม่ได้รังเกียจการรักร่วมเพศ แต่ผมไม่อยากคบกับคนที่เนื้อหอมมากๆ มันเหนื่อย

ผมหันไปมองคุณยุนโฮที่น่าจะชนแก้วไปเกินสิบครั้งแล้วภายในเวลาสิบห้านาทีที่ผ่านมา รอยยิ้มกว้างๆ บนใบหน้าเรียวเล็กนั่นยังคงมีอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และในจังหวะนั้นเองที่คุณยุนโฮหันมามองผม ผมซึ่งหลบสายตาไม่ทันก็เผลอสะดุ้งไปนิดหน่อย เขาหลุดหัวเราะ ก่อนจะขยิบตามาให้ผมด้วยท่าทีเจ้าชู้ แต่มันคงมีเสน่ห์มากเสียจนสตาฟฟ์หญิงหลายๆ คนเผลอส่งเสียงครางออกมาแผ่วเบา

ในขณะที่ผมไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าอย่างไรออกไป ระหว่างเบะปากใส่คุณยุนโฮ กับส่งค้อนไปให้เจ้าตากล้องที่กำลังส่งยิ้มล้อเลียนมาอย่างน่าหมั่นไส้ จู่ๆ คุณโฮจุนก็เข้ามาขอชนแก้วกับคุณยุนโฮเสียอย่างนั้น เขาเหลือบมองผมด้วยหางตา ก่อนจะหันไปยิ้มให้คุณเจ้าของบริษัทที่ยืนกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง

ทุกคนในบริษัททราบกันดีว่า คุณโฮจุน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของคุณยุนโฮนั้น ชอบคุณยุนโฮมากจนแทบไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนมายุ่งกับคุณเจ้าของบริษัทได้เลย

2. สืบเนื่องจากข้อ 1. การคบกับคนเนื้อหอมจะทำให้มีศัตรูจำนวนมหาศาล และมันเป็นเรื่องน่าเบื่อ

“โอ้โห หวงออกนอกหน้าจังเว้ยเฮ้ยคนนี้ พี่แจจุงอย่ายอมซี่ ไปชนแก้วกับพี่ยุนโฮบ้าง! เชื่อผม!”

“จะให้ฉันเดินไปให้คุณโฮจุนกระแนะกระแหนใส่หรือไง? ไม่มีทางซะหรอก!”

“ปัดโธ่ พี่ยุนโฮจะดีใจซะจนสนใจแต่พี่คนเดียวเสียมากกว่า หัดคิดเข้าข้างตัวเองสักครั้งก็ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“เหม่อไปถึงไหนแล้วน่ะ?”

เสียงทุ้มต่ำที่ดังข้างหูเรียกให้ผมกลับมาสนใจปัจจุบันอีกครั้ง มือเรียวยื่นมายีหัวผมเบาๆ คล้ายจะเอ็นดู ผมครางอือในลำคออย่างขัดใจ พลางยกมือขึ้นปัดแขนล่ำๆ นั่นให้ออกไป เขาหัวเราะ และมันก็ทำให้ผมต้องเบะปากใส่เหมือนอย่างเคย

“ก็แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” ผมตอบ เริ่มรู้สึกมึนหัวนิดๆ แล้วสิ

“คิดอะไรอยู่ล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”

“ไม่มีทาง”

“ใจร้ายอีกแล้ว”

น้ำเสียงเง้างอนนั่นช่างสวนทางกับรอยยิ้มบางๆ ของเขา ผมเผลอกระตุกยิ้มเพราะท่าทางพวกนั้น เราสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาตรงโต๊ะข้างหัวเตียงที่ดังไปทั่วห้อง

คุณยุนโฮทิ้งตัวพิงกับหัวเตียงอีกครั้ง เขาหลับตา และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผมนั่งมองเขาที่นั่งหลับตานิ่งๆ อยู่ชั่วอึดใจ แล้วดวงตารูปเม็ดแอลมอนด์ก็หันมามองผม

เขายิ้มให้ผมเหมือนอย่างเคย ทว่าแววตาของเขากลับดูเศร้าเสียจนผมต้องกลั้นหายใจไปวูบหนึ่ง

“นี่ แจจุง”

“หืม?”

“ไม่คิดจะใจอ่อนให้ฉันบ้างจริงๆ หรอ นี่มันก็ผ่านมาตั้ง 2 ปีแล้วนะ”

“......”

“ไม่ได้เลยจริงๆ หรอ?”

“......”

ความเงียบคือคำตอบของผม

ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามนี้อย่างไร ผมไม่เคยปฏิเสธว่าคุณยุนโฮเป็นคนดีคนหนึ่ง และอย่างที่ผมได้บอกไป ผมเองก็มีเหตุผล 3 ข้อที่ว่า ทำไมผมไม่ชอบคุณยุนโฮ แล้วผมควรจะรับมือกับคำถามอ่อนไหว รวมถึงสายตาและสีหน้าที่ดูเศร้าและคาดหวังในเวลาเดียวกันอย่างไรดี

ในช่วงเวลาที่ความคิดและความรู้สึกของผมตีกันมั่วจนแทบแยกไม่ออก คุณยุนโฮก็ยังคงส่งยิ้มจางๆ มาให้ผม เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ซองพลาสติกใสอยู่ในมือเรียวนั่น เขายื่นมันมาให้ผม

สร้อยเงินรูปแม่กุญแจถูกใส่อยู่ในซองนั้น

“นี่มัน...” ผมเอ่ยเพียงแค่นั้น แล้วสบตากับคนข้างๆ อย่างต้องการคำตอบ

“ฉันซื้อมาให้ เพราะคิดว่ามันจะต้องเข้ากับนายมากแน่ๆ”

“......”

“ถ้าฉันบอกว่า ฉันอยากให้นายรับไว้ และใส่มันไปบริษัทในวันพรุ่งนี้ด้วย นายจะยอมไหม?”

ผมมองสร้อยเงินอันสวยงามสลับกับใบหน้าเรียวเล็กที่ฉายประกายคาดหวังชัดเจน ผมไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนี้ของคุณยุนโฮมาก่อน คล้ายว่าเขากำลังประหม่า ผมเดาจากการที่เขาเลียริมฝีปากแล้วเม้มแน่น

วูบหนึ่ง ผมดันคิดไปว่า เขาไม่เหมาะกับท่าทางแบบนี้เลยสักนิด

ความเงียบโรยตัวไปทั่วห้องผมพักใหญ่ เขารอคอย และผมครุ่นคิด

จนกระทั่งผมตัดสินใจหาคำตอบให้กับคุณยุนโฮได้ ผมก็จิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะยื่นมือไปคว้าเจ้าซองพลาสติกใสมาไว้ในมือ แกะมันออก แล้วหยิบสร้อยเงินออกมาใส่ให้ตัวเองอย่างทุลักทุเล เฮ้ เจ้าร่างกายไม่รักดี จะตกเป็นทาสแอลกอฮอล์โดยสมบูรณ์แล้วรึไง

แต่ในที่สุดความพยายามของผมก็ประสบความสำเร็จ สร้อยเงินรูปแม่กุญแจถูกสวมที่คอผมอย่างสวยงาม ผมตวัดสายตาไปมองคนข้างๆ คุณยุนโฮจ้องผมตาไม่กะพริบ ประกายในดวงตาเรียวเล็กนั่นฉายเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้ผมต้องจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด

“จะยอมใส่ให้ตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้ พอใจรึยังล่ะ?”

ทันทีที่ผมพูดจบ ริมฝีปากหยักนั่นก็ค่อยๆ เผยยิ้มกว้าง ที่กว้างพอจะเผื่อแผ่ไปให้ดวงตารูปเม็ดแอลมอนด์นั้นยิ้มไปด้วย

และภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมตระหนักได้ถึงเหตุผลข้อที่ 3 – เหตุผลข้อสุดท้ายที่ผมไม่ชอบคุณยุนโฮ

3. คุณยุนโฮทำให้ผมสูญเสียการควบคุมอย่างที่ไม่เคยเป็น และมันทำให้ผมหงุดหงิดเสมอ

ชิ ชักจะหงุดหงิดอีกแล้วสิ 
 
 
----- 
 
 
ผมตื่นมาตอนช่วงสายของวันในสภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ดูเหมือนว่าเจ้าแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปเมื่อคืนจะแผลงฤทธิ์ใส่ผมเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ผมออกจะรักมันมาก แต่เจ้าแอลกอฮอล์กลับไม่มีความปรานีให้ผมเลยสักนิด โชคดีที่ผมยังมีเครื่องดื่มแก้แฮงค์เก็บไว้ในตู้เย็นบ้าง ไม่งั้นวันนี้อาจมีเดินหัวทิ่มระหว่างไปบริษัทแน่ๆ

วันนี้ผมต้องเข้าไปเช็คเสื้อผ้าของจุนซูที่บริษัท ทั้งไปตรวจสอบว่าเสื้อผ้าที่ใช้ไปในงานคอนเสิร์ตครั้งก่อนมีตัวไหนที่ชำรุดบ้างไหม รวมถึงแก้ไซส์เสื้อผ้าบางชุด ที่ผมจำได้แม่นคือเจ้ากางเกงสแลคสีดำที่จุนซูมักใช้ใส่ออกงานแถลงข่าวต่างๆ จุนซูเคยมาบ่นแกมขอร้องให้ผมฟังในตอนที่ผมเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานว่า พี่แจจุง แก้ไซส์กางเกงสแลคนี่ให้หน่อยสิ จุนซูใส่แล้วก้นมันตึ๊งตึง พี่สไตล์ลิสต์คนเก่าเขาไม่ยอมแก้ให้จุนซูอะ ฮึ่ย!

นึกแล้วก็ยังขำไม่หาย จุนซูเป็นน้องที่น่าเอ็นดูจริงๆ

หลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมก็ย้ายตัวเองไปที่ครัวเล็กๆ ที่ผมมักจะใช้งานอยู่เป็นประจำ กะว่าจะทำคิมบับง่ายๆ และพกไปทานที่บริษัท จะได้ไม่ต้องลำบากต่อคิวรอทานมื้อเที่ยงนานนัก

ผมเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบต่างๆ ที่พอมีเหลือออกมา ในจังหวะนั่นเองที่ผมสังเกตสร้อยเงินบนคอของตัวเองอีกครั้ง แต่แค่แวบเดียวเท่านั้น ผมก็หันไปจัดเรียงวัตถุดิบต่างๆ ที่จำเป็นมาตั้งเรียงไว้บนเคานท์เตอร์อย่างเป็นระเบียบ

ผมใช้เวลาในการทำอาหารอยู่พักใหญ่ กระทั่งตอนนี้ผมกำลังเรียงคิมบับขนาดพอดีคำใส่กล่องพลาสติกสีสดใส ผมใส่ไปแทบจะเต็มกล่องเชียวละ แต่ดูเหมือนว่าผมจะทำเยอะไปเสียหน่อย ยังมีคิมบับเหลืออีกประมาณหนึ่ง ถ้าให้ผมทานในมื้อเดียวคงไม่มีทางทานหมดแน่ๆ

ผมเอื้อมมือไปหยิบกล่องพลาสติกอีกใบ หยิบคิมบับที่เหลือใส่ในกล่องนั่นจนหมด ปิดฝากล่องให้เรียบร้อย ผมยิ้มให้กับตัวเองที่สามารถทำอาหารง่ายๆ ได้จนสำเร็จ ผมจัดการเก็บเครื่องครัวที่ใช้งานไปให้เรียบร้อย แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเป๋ Moldir คู่ใจ จากนั้นจึงเดินกลับมาหยิบกล่องคิมบับใส่กระเป๋ากล่องหนึ่ง ส่วนอีกกล่องกะว่าจะเอาแช่เย็นเก็บไว้ทานมื้ออื่น

ผมเปิดตู้เย็น ในมือถือกล่องข้าวไว้มั่น แต่ในจังหวะนั้นเองที่ความทรงจำบางอย่างแทรกเข้ามาในหัวผมฉับพลัน คล้ายจะอวดโฉมตัวเองให้ผมดูด้วยความมั่นใจและแน่วแน่ รวมถึงมันยังทิ้งตัวตนที่เป็นรูปธรรมไว้เป็นสร้อยเงินที่คล้องอยู่รอบลำคอของผมอีกต่างหาก

“ถ้าฉันบอกว่า ฉันอยากให้นายรับไว้ และใส่มันไปบริษัทในวันพรุ่งนี้ด้วย นายจะยอมไหม?”

ผมมองเจ้าสร้อยเงินรูปแม่กุญแจ ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกที่ผสมปนเปกันจนน่าหงุดหงิด ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วปิดตู้เย็นลง

เห็นแก่ที่พามาส่งที่ห้องเมื่อคืน และซื้อสร้อยมาให้หรอกนะ

กล่องคิมบับทั้งสองถูกใส่ไว้ในกระเป๋าเป้คู่ใจผมอย่างดี แล้วผมก็มุ่งหน้าไปบริษัทอย่างไม่รีบร้อนนัก 
 
 
----- 
 
 
สภาพอากาศวันนี้ค่อนข้างหนาวกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้ เสื้อยืดแขนยาวคอกว้างดูจะให้ความอบอุ่นได้ไม่มากนัก ผมมาถึงบริษัทตอน 12.25 น. เดินตรงปรี่ไปกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปที่ชั้น 4 ของบริษัท ซึ่งมีห้องชุดอยู่ที่นั่น รอเพียงไม่นานตู้เหล็กทรงสี่เหลี่ยมก็เลื่อนลงมารับผม ผมก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กดปุ่มชั้นเป้าหมาย และกดปิดประตูลิฟต์ด้วยความเคยชิน

“รอด้วยคร้าบบบบ~”

เสียงจากด้านนอกผลักให้นิ้วผมไปกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ชายหนุ่มตัวสูงชะลูดพร้อมกระเป๋าโน้ตบุ๊คก็ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามายืนข้างผมอย่างรวดเร็ว

“หวัดดี ชางมิน” ผมทักคนที่ยิ้มใส่ผมจนตาสองข้างไม่เท่ากัน เขากดลิฟต์ไปที่ชั้น 5 จากนั้นผมจึงกดปิดประตูลิฟต์อีกครั้ง “พี่นึกว่าวันนี้นายจะนอนหลับยาวให้สาแก่ใจซะอีก”

“ตอนแรกผมก็กะจะทำแบบนั้นนะพี่ แต่พอดีเชื้อความขยันในตัวผมมันมีเยอะมาก ผมเลยตื่นมาตอน 10 โมง แทนที่จะเป็นบ่าย 3 อย่างที่ผมหวังไว้” เจ้าเด็กโย่งแสร้งทำหน้าเหนื่อยใจ มันน่าหมั่นไส้จนผมต้องส่งเสียง เหอะ ในลำคอ

“ขี้โม้ชะมัด”

“ฮ่าๆ! แล้วทำไมวันนี้พี่ไม่พักบ้างล่ะ?”

“มาเช็คเสื้อผ้าให้จุนซูนิดหน่อยน่ะ แล้วสรุปนายมาทำอะไร อย่าบอกนะว่าแค่มาเที่ยวบริษัทเล่นๆ?”

“ผมเอาภาพคอนเสิร์ตมาให้พี่ยุนโฮกับจุนซูดูก่อน จะได้เอาไปอัปในแฟนเพจไง เจ๋งปะล่ะ!”

“โอเค นายเจ๋งที่สุดแล้วชางมิน ขยันจนพี่ยอมแพ้เลย แต่ตอนนี้มันจะถึงชั้น 4 แล้ว ไว้เจอกันนะ”

“โอเค บ๊ายบายคนสวย~” ชิมชางมิน ไอ้เด็กเวร

ผมฟาดต้นแขนเด็กปากดีไปหนึ่งป้าบก่อนจะเดินออกจากลิฟต์ไป ชางมินหัวเราะสะใจเสียงดังลั่น ผมส่ายหัวด้วยความเหนื่อยใจกับความกวนของตากล้องอันดับหนึ่งของบริษัท แต่สุดท้ายผมก็เผลอยิ้มขำออกมาจนได้

ผมเดินไปที่ห้องที่อยู่สุดทางเดิน ประตูสีขาวสะอาดถูกเปิดออก ผมแทรกกายเข้าไปด้านในห้อง ด้านซ้ายมือของห้องเป็นชุดเสื้อผ้ามากมายที่ถูกแขวนเก็บไว้อย่างดี บางส่วนถูกเก็บอยู่ในตู้เสื้อผ้า บางส่วนแขวนไว้ที่ราวด้านนอก ส่วนด้านขวาเป็นโต๊ะยาวสำหรับนั่งแต่งหน้า และด้านในสุดจะมีชุดโซฟาเล็กๆ ขนาด 4-5 คนนั่ง ที่ผมมักจะใช้เป็นที่นั่งทานข้าวหรือนั่งทำงานอยู่เป็นประจำ

แต่วันนี้กลับมีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป ทำให้ผมที่กำลังจะก้าวเท้าตรงไปที่ชุดโซฟาตัวโปรด ต้องยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูห้องพร้อมอาการตีสีหน้าไม่ถูก

“มาพอดีเลย”

ทำไมคุณยุนโฮมานั่งอยู่ที่นี่ล่ะ?

“คุณยุนโฮ...?” ผมเลิกคิ้วสงสัย คุณยุนโฮส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะกวักมือเรียก

“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นเล่า มานั่งด้วยกันสิ”

ผมที่ยังงงอยู่นิดหน่อย เดินไปนั่งข้างคุณยุนโฮอย่างที่เขาต้องการ ผมถอดเป้ออกแล้ววางไว้ข้างๆ พลางหันไปมองคุณยุนโฮที่มองผมอยู่ไม่ต่างกัน วันนี้คุณยุนโฮใส่เสื้อยืดสีขาวแขนสามส่วน ทับด้วยเสื้อกั๊กแขนกุดสีดำ คู่กับเดฟยีนส์ขาดๆ และเข็มขัดหัวโต ดูเหมือนว่าสภาพอากาศในวันนี้จะไม่ได้ทำให้คุณยุนโฮรู้สึกหนาวสักเท่าไรนัก

แต่สิ่งที่ตรึงสายตาผมไว้ได้อย่างดีนั้นไม่ใช่เสื้อผ้านำสมัยพวกนั้น แต่มันเป็นเจ้าสร้อยเงินที่อยู่บนลำคอของคุณยุนโฮต่างหาก

เขาสวมสร้อยเงินรูปลูกกุญแจ

ราวกับมีใครสักคนมาจุดไฟในอกซ้ายของผม แวบแรกที่ความร้อนรุ่มแผดเผาก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้น หัวใจของผมก็กระตุกวูบ แล้วความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ต่างรีบขยับลามเลียไปทั่วกายผม ภายในเวลาไม่กี่วินาที ใบหน้าผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่มากเกินปกติ มันมากเกินกว่าจะเก็บกัก ผมเดาได้เลยว่าแก้มของผมต้องเริ่มกลายเป็นสีชาดแล้วแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะสังเกตเห็นหรือไม่

หงุดหงิดอีกแล้วสิ

“คุณมานั่งทำอะไรที่นี่?” ผมยิงคำถามที่ฟังดูไร้มารยาท แต่กลับไม่กล้าสบตากับคุณยุนโฮตรงๆ อย่างไม่มีสาเหตุ

“ก็เห็นนายตอนกำลังจะเดินเข้าบริษัทพอดี เลยมานั่งดักรอไง” น้ำเสียงกระตือรือร้นมากเกินจำเป็นทำให้ผมต้องหันไปเบะปากใส่ด้วยความเคยชิน

“คุณเป็นสตอร์กเกอร์หรือไง?”

เป็นสตอร์กเกอร์ที่ได้ใส่สร้อยคู่คู่กับคิมแจจุงเลยนะ อา รู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลย” เขาแกล้งพูดด้วยเสียงแหบพร่า ก่อนจะจับเจ้าลูกกุญแจสีเงินอันเล็กนั่นมารับจุมพิตจากริมฝีปากรูปคันศร ต่อด้วยการหันมาส่งยิ้มและแววตาที่ส่องประกายวิบวับให้กับผม โอ้ ให้ตายสิ ทำไมในห้องนี้มันร้อนนักนะ

“คุณยุนโฮ คุณนี่มัน...เฮ้อ!”

ผมถอนหายใจหนักๆ แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง บรรยากาศหวานอ่อนๆ ที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยนักลอยอวลไปทั่วห้อง คล้ายว่าร่างกายผมจะเสียศูนย์ไปกว่าครึ่ง ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำเบาๆ จากคนด้านข้างก็ยิ่งทำให้สมองผมประมวลผลได้ช้าเสียจนน่าเป็นห่วง

ผมแก้เขิน - ไม่ ไม่สิ ผมไม่ได้เขินหรอก ผมแก้หงุดหงิดด้วยการหันไปหยิบกล่องคิมบับในเป้ขึ้นมาหนึ่งกล่อง มันเป็นกล่องที่ผมใส่คิมบับน้อยกว่า ผมวางกล่องข้าวสีสดใสนั่นไว้บนตัก เหลือบมองคนข้างกายที่ยังจ้องผมไม่เลิก ความเกร็งค่อยๆ เริ่มบุกตรึงตามร่างกายผม น่าหงุดหงิดชะมัด

“คุณยุนโฮ”

“ลองเรียกว่า พี่ยุนโฮ ดูไหม?”

“ฝันไปเถอะ”

“ปวดใจจังเลย” เขายกมือทั้งสองทาบไว้ที่อกซ้าย พร้อมทำสีหน้าโอดโอย น่าตีที่สุด

ผมก้มมองกล่องข้าวบนตักอีกครั้ง ต่อด้วยการเหลือบไปมองเป้คู่ใจ กล่องคิมบับอีกกล่องอยู่ในนั้น... จากนั้นผมก็เลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่สร้อยคอเงินรูปลูกกุญแจของคนทะเล้น และรู้สึกหน้าเริ่มร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ผมเม้มริมฝีปากแน่น ความคิดในหัวทีตีกันยุ่งเหยิงตั้งแต่เห็นหน้าเรียวเล็กประดับรอยยิ้มนั่นสิ้นสุดลง เมื่อผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

เอาวะ

“คุณยุนโฮ คุณทานข้าวเที่ยงหรือยัง?” คุณยุนโฮเลิกคิ้วขึ้น เขายิ้มบางๆ แล้วตอบ

“ยังหรอก กะว่ามาเติมกำลังใจก่อน เดี๋ยวค่อยไปเติมกำลังกายต่อ ฮ่าๆ”

ไม่รู้เพราะคำพูดเสี่ยวๆ หรือเสียงหัวเราะดังๆ ที่ทำให้หน้าผมยิ่งร้อนขึ้นกว่าเดิม ผมตีต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาเบาๆ และคุณยุนโฮก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นไปอีก ให้ตายสิ จะมีความสุขอะไรขนาดนั้นน่ะ

“คุณเป็นคนที่กวนที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย คุณยุนโฮ”

“แล้วนายชอบไหมล่ะ?”

“ไปกันใหญ่แล้ว”

“โธ่ นี่คาดหวังมากเลยนะเนี่ย” ผมตีแขนเขาอีกครั้ง ยังมีหน้ามายิ้มทะเล้นอีก ฮึ่ย!

“คุณยุนโฮ ผม – ขอบคุณมากนะครับ”

“หืม?” คุณยุนโฮเลิกแกล้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังของผม เขาสบตาผมนิ่ง ราวกับเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

“เมื่อคืนที่คุณพาผมไปส่งที่ห้อง ผมขอบคุณมากๆ ผมรบกวนคุณมาหลายครั้งจริงๆ”

“ฉันเต็มใจน่า” เขายิ้ม ยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ลมหายใจผมสะดุดไปจังหวะหนึ่ง

“อีกอย่าง ผมขอบคุณมากๆ...สำหรับสร้อยที่คุณให้เมื่อคืน

ผมพูดเสียงเบามาก เบาเสียจนผมยังนึกหงุดหงิดกับอาการแปลกๆ ของตัวเองในตอนนี้ ผมหันหน้าหนี เม้มริมฝีปากแน่นจนกลายเป็นเส้นตรง รู้สึกปั่นป่วนราวกับมีผีเสื้อนับพันบินว่อนอยู่ในช่องท้อง ผมพยายามเหลือบมองสีหน้าของคนด้านข้างโดยไม่หันไปสบตา และภาพที่ผมเห็นคือใบหน้าเรียวเล็กนั่นถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ทว่ากลับดูอบอุ่นยิ่งกว่าครั้งใด

รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก

“ไม่คิดจะใจอ่อนให้ฉันบ้างจริงๆ หรอ นี่มันก็ผ่านมาตั้ง 2 ปีแล้วนะ”

จู่ๆ คำพูดเมื่อคืนก็ลอยขึ้นมาในหัวของผม มันดังวนซ้ำๆ ราวกับจะตอกย้ำให้ผมตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างที่มีตัวตนมานานแต่ผมไม่ยอมรับมันเสียที

ปัดโธ่เว้ย!

ผมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันไปหยิบเจ้ากล่องคิมบับอีกกล่องในกระเป๋าเป้ออกมา สองมือถือกล่องนั้นไว้มั่น ผมหันมาเผชิญหน้ากับคุณยุนโฮอีกครั้ง แววตาเป็นประกายและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นนั่นยิ่งทำให้หัวสมองผมว่างเปล่าไปหมด

และการที่ผมตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ คงเพราะผมสูญเสียการควบคุมเหมือนอย่างทุกครั้ง เป็นเพราะคุณยุนโฮทั้งนั้น

“คุณยุนโฮยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงใช่ไหมครับ?” อย่าพูดเสียงสั่นสิ คิมแจจุง

“อืม ยังเลย หิวจะแย่” เขามองผมแล้วยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ให้ตายสิ นี่มันเกินกว่าจะควบคุมและรับไหวแล้ว

“คือ...ถ้าคุณยุนโฮยังไม่ได้ทานข้าว...”

“......”

“ถ้าคุณยุนโฮไม่ได้รังเกียจอะไร ช่วยรับคำขอบคุณของผม—”

‘ปึง!’

“ยุนโฮ! มาอยู่ที่นี่นี่เอง ฉันตามหานายตั้งนานเลยนะรู้ไหม!”

คำพูดที่ผมตั้งใจจะเอ่ยออกมาถูกกลืนกลับเข้าไปหมดทันทีที่เสียงเปิดประตูอันรุนแรงนั่นดังขึ้น ผมรีบหันไปมองคนที่เข้ามาแทรกกลางอย่างไร้มารยาท และทันทีที่เห็นโฉมหน้าของผู้มาใหม่สองคน ผมก็เผลอจับเจ้ากล่องข้าวในมือแน่นขึ้น และพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจซ้ำๆ

คนมาใหม่สองคนนั่นก็คือชางมิน – ที่กำลังยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้อง ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด – และคนที่สองคือ คุณโฮจุน – ที่ก้าวเท้าเร็วๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคุณยุนโฮเรียบร้อยแล้ว

“นายมีเรื่องด่วนอะไรหรอโฮจุน” คุณยุนโฮถาม

“ก็ชางมินจะเอารูปคอนเสิร์ตของจุนซูมาให้นายดูไง จุนซูนั่งรออยู่ที่ห้องนายเนี่ย นายจะหนีมานั่งในห้องอับๆ แบบนี้ทำไมกัน? ฉันว่ามันไม่เวิร์คเลยนะ”

น้ำเสียงคุณโฮจุนฟังดูเหยียดหยามจนผมต้องกรอกตามองบนและเบ้ปากนิดๆ จะจิกอะไรอีกล่ะ เขามองผมด้วยหางตา แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จากนั้นเขาก็หันมามองผมแบบเต็มสองตา เขาจ้องผมเขม็งเสียจนน่ากลัว ในจังหวะนั้นชางมินที่ยืนอึกอักอยู่หน้าห้องเมื่อครู่ก็หยิบกระเป๋าเป้ผมพิงไว้กับโต๊ะกระจกตัวเล็กของชุดโซฟาแทน แล้วหย่อนก้นลงนั่งข้างผมด้วยท่าทีสบายๆ – เจ้าเด็กนี่คงทำใจได้แล้วล่ะมั้ง

“โซฟาห้องนี้นั่งสบายมากเลยนะโฮจุน” คุณยุนโฮยังคงคุยกับเพื่อนด้วยท่าทางร่าเริงเสมอ น่าหงุดหงิด

“แต่ตอนนี้นายต้องไปที่ห้องทำงานแล้วนะยุนโฮ ถ้าต้องอยู่กับใครบางคนที่อยากได้นายมากๆ จนถึงขั้นต้องบังคับให้นายหาสร้อยคู่มาใส่คู่กัน ฉันว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นะ”

คล้ายว่าเส้นสติของผมขาดสะบั้นด้วยน้ำคำอันร้ายกาจ หัวสมองผมขาวโพลนไปหมด

ผมไม่ได้หันไปมองว่าตอนนี้สีหน้าของแต่ละคนเป็นอย่างไร ชางมินอาจจะกลับมาทำหน้ากระอักกระอ่วนอีกครั้ง คุณโฮจุนอาจจะชักสีหน้าใส่ผมจนน่าเบ้ปากใส่ และคุณยุนโฮอาจจะทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกพอๆ กับชางมินก็ได้ ผมทำเพียงแค่หันไปหาชางมิน และพบว่าเจ้าเด็กโย่งกำลังมองคุณผู้บริหารด้วยสีหน้าเหวอมากจนน่าตลก แต่ก็นั่นแหละ – ตอนนี้ผมขำไม่ออกเลยสักนิด

“ชางมิน เดี๋ยวนายต้องทำงานต่ออีกยาวเลยใช่ไหม” ผมถาม ตากล้องมือฉมังของบริษัทรีบหันมาหาทันที

“หืม? เอ่อ ก็คงอีกสัก 2-3 ชั่วโมงล่ะมั้ง”

“พี่ทำคิมบับมาให้ เผื่อว่านายจะหิวระหว่างทำงาน เอาไปสิ”

ผมยื่นกล่องข้าวสีสดใสในมือให้กับชางมินพร้อมรอยยิ้มหวาน และทันทีที่เจ้าเด็กโย่งได้ยินอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ตาโตๆ นั่นก็ส่องประกายวิบวับอย่างน่าเอ็นดู ชางมินรีบยื่นมือมารับกล่องคิมบับด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง ตบท้ายด้วยการส่งยิ้มกว้างๆ และคำขอบคุณมาให้ผมอย่างน่ารัก

“จริงหรอเนี่ย~ พี่แจจุงนี่น่ารักที่สุดจริงๆ เลยน้า หน้าตาก็น่ารัก แถมมีทำคิมบับมาให้กินอีก ชักอยากจะได้มาเป็นแฟนแล้วซี่~

“ชิมชางมิน!”

คุณยุนโฮตวาดเสียงดังจนผมสะดุ้ง ผมหันไปมองคุณเจ้าของบริษัท เขาส่งสายตาดุๆ ไปให้ตากล้องที่แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เป็นการตอบกลับ สักพัก คุณยุนโฮก็หันมาสบตากับผมด้วยสีหน้าที่ดูหงอยๆ นิดหน่อย แต่แววตาของเขากลับดูเศร้าอย่างเห็นได้ชัด จังหวะนั้นเองที่ผมรู้สึกวูบโหวงในอกจนต้องกลั้นหายใจ แต่สิ่งที่ผมแสดงออกไปมีเพียงแค่การส่งยิ้มไปให้เขา ยิ้มที่ผมพยายามจะยิ้มออกมาให้ดูสดใสที่สุด ทั้งๆ ที่ขัดกับความรู้สึกที่ตีวนกันแบบคนละขั้ว

“ไปทำงานเถอะครับคุณยุนโฮ ถ้านั่งอยู่ในห้องอับๆ นี้นานๆ เดี๋ยวคุณจะแย่เอา

และนั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมได้เห็นสีหน้าที่เศร้าเสียจนน่าใจหายของคุณยุนโฮ 
 
 
----- 
 
 
ผมตรวจเช็คเสื้อผ้าของจุนซูเสร็จตอน 17.17 น. ผมแยกเสื้อผ้าที่ต้องซ่อมและเสื้อผ้าที่ควรจะเปลี่ยนไซส์ไว้คนละฝั่ง รายการเสื้อผ้าที่ผมจะหามาเพิ่มเติมถูกจดไว้ในสมุดบันทึกของผมเรียบร้อย หวังว่าเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ผมเล็งไว้จะเข้ากับจุนซูได้ดี

วันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจทำงานมากกว่าปกติจนแม้แต่ตัวผมเองยังต้องแปลกใจ ผมพยายามทำทุกวิถีทางให้หัวสมองผมมีแต่คำว่า งาน งาน งาน ราวกับต้องการจะหลอกให้ตัวเองหลงลืมสิ่งรบกวนบางอย่างที่ยังคงเป็นตะกอนตกค้างอยู่ในห้วงความรู้สึกตลอดเวลา

แต่เมื่องานวันนี้ของผมเสร็จสิ้น ผมก็หลอกตัวเองต่อไปไม่ได้อีก

ภาพเหตุการณ์ตอนที่ผมเพิ่งเข้าบริษัทได้ไม่นานยังฉายชัดอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะสีหน้าเศร้าๆ และท่าทางที่เหมือนเด็กน้อยโดนดุของคุณเจ้าของบริษัทในตอนที่กำลังเดินออกไปนั่นมันทำให้ผมหงุดหงิดมากที่สุด ผมไม่รู้หรอกว่าการกระทำที่ผมตัดสินใจทำลงไปมันแย่แค่ไหน ผมอาจจะพาลใส่เขา แต่สิ่งที่ผมรู้ชัดที่สุดคือ ในตอนนั้นผมทนไม่ได้ รับไม่ไหวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมและคุณยุนโฮ เพราะฝีมือของคนบางคนที่ผมไม่เคยชอบขี้หน้าเลยสักนิด

ผมว่าผมคิดเพ้อเจ้อไปไกลแล้วละ ไร้สาระน่าคิมแจจุง

ทว่าตอนนี้ความหงุดหงิดก็ยังคงฝังอยู่ในห้วงความรู้สึกของผมเป็นอย่างดี พวกมันวิ่งเล่นและแหวกว่ายกันสนุกสนาน และผมไม่อยากจะตกเป็นทาสมันเลยจริงๆ ผมยกมือขึ้นยีหัว แล้วถอนหายใจหนักๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสนิทอันดับหนึ่ง

เหมือนยูชอนจะรู้ใจผมอย่างไรอย่างนั้น เขากดรับสายรวดเร็วทันใจดีมาก

(ว่าไงวะ) ยูชอนเอ่ยทัก มีเสียงกลองกับเบสดังลอดเข้ามาในสายนิดหน่อย

“ฉันอยากดื่ม”

(โอ้โห เมื่อคืนยังเมาไม่พออีกรึไง ฮะๆ! เครียดเรื่องอะไรอยู่วะ?) สมกับที่เป็นเพื่อนสนิทอันดับหนึ่ง ยูชอนรู้ใจผมจริงๆ

“ก็ – นิดหน่อยว่ะ ไปดื่มเป็นเพื่อนกันหน่อยดิ...นะ”

(ไม่ต้องอ้อนฉันก็ไปดื่มด้วยอยู่แล้วน่า แต่ตอนนี้ฉันยังซ้อมดนตรีไม่เสร็จเลย คงอีกสักชั่วโมงกว่าจะเลิก)

“อา...”

(งั้นไปดื่มที่คอนโดนายได้ไหมล่ะ ทำกับข้าวให้กินด้วยดิ คิดถึงรสมือพ่อครัวคิมแจจุงสุดๆ)

“เอางั้นก็ได้ ฉันซื้อของสด นายซื้อโซจูกับกับแกล้มมา ตกลงไหม”

(ตามนั้นเลย ไว้เจอกันเพื่อน!)

หลังจากที่ผมได้ทำการตกลงกับยูชอนเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ผมก็รีบออกจากบริษัท ตรงไปยังซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ คอนโด หยิบซื้อของสดมาเยอะแยะ ทั้งเนื้อหมูเอย ผักเอย แถมยังคว้าไอศกรีมกลับมาอีกหนึ่งกล่องใหญ่อีกต่างหาก แค่ลองจินตนาการว่าคืนนี้ผมจะได้นั่งกินข้าว นั่งดื่มกับเพื่อน พร้อมคุยปัญหาชีวิตกันเรื่อยเปื่อย มันก็ทำให้ผมแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ

ผมเตรียมมื้อเย็นรอเจ้ายูชอน ทั้งกิมจิจิเก หมูผัดขิง และต๊อกโบกีรสจัดจ้าน อา – ต้องมีข้าวสวยนุ่มๆ ร้อนๆ ด้วย ผมใช้เวลาอยู่ในครัวเป็นชั่วโมง เพลิดเพลินไปกับการหยิบจับวัตถุดิบต่างๆ มาผสมกันให้ออกมาเป็นอาหารจานเลิศ รับรองว่ายูชอนจะได้ทานอาหารฝีมือผมจนคุ้มกว่าค่าเหล้าและกับแกล้มในคืนนี้แน่ๆ

กระทั่งผมตั้งโต๊ะมื้อเย็นเสร็จ เสียงออดก็ดังขึ้น มาได้จังหวะดีจริงๆ ผมถอดผ้ากันเปื้อนไปพาดไว้ที่เคานท์เตอร์ เดินลากสลิปเปอร์สีเขียวพาสเทลตรงไปที่ประตู และเปิดมันออกพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

“ไงยูชอน มาได้จังหวะพอ—”

“หนาวจะตายอยู่แล้ว ขอเข้าไปในห้องหน่อยนะ”

ยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี ก็มีร่างสูงใหญ่ที่ผมไม่ได้เชิญแทรกกายเข้ามาในห้องผมอย่างอุกอาจ

เดี๋ยวนะ นี่มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

"คุณยุนโฮมาได้ยังไงครับ"

“ขับรถมาไง” เขาส่งยิ้มกว้างเหมือนเด็กๆ มาให้ ก่อนจะทำทีเป็นถูมือเป่ามือเพิ่มความอบอุ่นเสียยกใหญ่ กวนประสาทกันอีกแล้ว

“ผมหมายถึงว่า ทำไมคุณถึงมาที่ห้องผม”

“ยูชอนโทรมาบอกให้ฉันมาดื่มเป็นเพื่อนนายแทน หมอนั่นยังนั่งซ้อมดนตรีไม่เลิกเลย เขาบอกว่ากลัวนายรอเก้อ และกลัวนายจะเหงาด้วย” คุณยุนโฮชูถุงใส่ขวดโซจูขึ้นอวด พร้อมขยิบตาและส่งยิ้มให้ผม

“ห๊ะ”

“ว้าว~ กับข้าวบนโต๊ะนี่นายทำเองหมดเลยหรอแจจุง น่ากินชะมัด”

นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมข่อนคอดเพื่อนสนิทอยู่ในใจ ไอ้ยูชอน ไอ้เลว รู้ทันฉันใช่ไหมถึงทำกันแบบนี้ นอกจากมันจะตั้งใจให้ผมยุติความหงุดหงิดใจด้วยตัวเองแล้ว มันยังกล้าถีบส่งให้ผมเผชิญหน้ากับต้นเหตุของความหงุดหงิดแบบไม่ทันตั้งตัวอีกต่างหาก ให้ตายสิ

สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงแค่ยืนกุมขมับ ก่อนจะจำใจเชิญให้ตัวแทนแขกนั่งทานมื้อเย็นด้วยกัน และทันทีที่ผมเอ่ยปากชวน แขกตัวโตๆ คนนั้นก็ยิ้มกว้างเสียจนผมรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ

ก็แค่กลัวว่าอาหารรสเลิศจะถูกทิ้งไปเสียเปล่าๆ เท่านั้นแหละ

ผมบอกแบบนั้นกับตัวเองซ้ำๆ ในขณะที่สายตาจดจ้องไปตรงที่นั่งฝั่งตรงข้าม คุณยุนโฮตักนู่นคีบนี้เข้าปากไม่หยุด ตาเล็กๆ นั่นส่องประกายวิบวับเหมือนเด็กน้อยเวลาที่เจอของเล่นถูกใจ เขาดูจะถูกอกถูกใจกับกิมจิจิเกของผมเป็นพิเศษ สังเกตได้จากการที่เขาตักน้ำแกงขึ้นซดเสียงดังซื๊ดซ๊าดอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันเลยสักนิด

“อดอยากมาจากไหนกันคุณ ค่อยๆ กินก็ได้ เดี๋ยวก็สำลักหรอก” ผมเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

“ฉันก็อยากจะกินช้าๆ เหมือนกันนะ แต่รสชาติดีระดับนี้ ร่างกายฉันมันไม่ยอมช้าตามไปด้วยแน่ๆ”

และผมก็พยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าไปยิ้มให้กับคำหวานของคนทะเล้นคนนี้ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงยากนัก

ผมและคุณยุนโฮนั่งทานข้าวด้วยกันไปเรื่อยๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาหารมากมายที่ผมทำเพลินจนคิดว่าไม่น่าจะทานกันหมดได้ด้วยคนสองคน ตอนนี้มันกลับหมดเกลี้ยงจนแทบไม่เหลือคราบ คุณยุนโฮเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือหยาบนั่นยกขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองไปมาราวกับจะบอกว่ากระเพาะของเขาคงไม่สามารถรับอะไรเข้าไปเพิ่มได้อีกแล้ว ตลกชะมัด

“ดูคุณยุนโฮจะหิวมากเลยนะครับ” ผมเอ่ยแซว พลางวางตะเกียบเงินในมือลง

“ใช่ หิวมากๆ เลยละ” เขาเอ่ยเรียบๆ ก่อนจะกลับมาหยัดตัวนั่งหลังตรง “แล้วยิ่งได้มากินอาหารอร่อยๆ ด้วย มันยิ่งตักนู่นนี่เข้าปากไม่หยุดเลย อดใจไม่ไหวน่ะ” เขายิ้ม แล้วยักคิ้วข้างเดียวใส่ผม

“เหอะ ทำเป็นปากหวานไปเรื่อย” ผมบ่นงุบงิบ รู้สึกอากาศร้อนขึ้นมานิดหน่อยแหะ

“นี่ฉันพูดจากใจเลยนะแจจุง ฉันจริงใจเสมอแหละน่า” คุณยุนโฮยิ้มกว้างกว่าเดิม

“ครับ ผมเชื่อก็ได้ครับ – วันนี้ทำงานหนักหรอครับคุณยุนโฮ” ผมเฉไฉไปเรื่องอื่น จู่ๆ ในใจก็นึกกลัวว่าตัวเองอาจจะสูญเสียการควบคุมโดยไม่รู้ตัว

“ก็ไม่เชิง หนักคิดหนักใจอะไรแบบนั้นมากกว่าน่ะ คิดมากจนไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย” เขาถอนหายใจหนักๆ ไม่บ่อยนักที่ผมจะเห็นเขาทำท่าทีหนักใจจริงๆ แบบนี้

“คุณไม่ควรละเลยสุขภาพตัวเองแบบนั้น”

“ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น แต่ข้าวเที่ยงฉันโดนแย่งไป ฉันเลยไม่มีอะไรจะกิน”

“คุณ...หมายความว่าไง?”

“โธ่ ก็คิมบับของฉันโดนเอาไปให้คนอื่นแล้ว ฉันจะมีข้าวเที่ยงกินได้ยังไงกันเล่า”

ผมตีหน้านิ่งทันที แต่คุณยุนโฮกลับใช้แววตาเศร้าๆ จ้องผมอย่างไม่ละสายตา

“ทำไมข้าวเที่ยงคุณโดนแย่งไปล่ะครับ คุณยุนโฮ” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่ต่างจากสีหน้า คนที่ทำหน้าเศร้าเมื่อครู่เปลี่ยนมาทำเป็นปากยื่นใส่ผม ราวกับความเสียใจก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอยู่ และเหลือเพียงความเง้างอน

“ฉันก็ไม่รู้ แต่เดาว่าคงเป็นเพราะคนที่ทำคิมบับมาให้ฉันกิน เขาโกรธฉันไม่น้อยเลย

“ผมไม่ได้— เดี๋ยวผมเก็บโต๊ะก่อนนะครับ แล้วจะหยิบแก้วมาให้ ผมอยากดื่มจนแทบทนรอไม่ไหวแล้ว”

“แจจุง”

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันทีที่พูดจบ ก้มหน้าก้มตาเก็บจานชามบนโต๊ะ แล้วทยอยย้ายพวกมันไปวางไว้ในอ่างล้างจานเสียก่อน คุณยุนโฮลุกขึ้นยืนตามบ้าง เขายื่นมือมาจะช่วยผม แต่ผมไม่ให้เขาทำแบบนั้น สิ่งที่ผมทำคือใช้มือแตะหลังมือเขาเบาๆ พร้อมส่ายหน้า และนั่นทำให้คุณยุนโฮเลือกที่จะยืนมองผมนิ่งๆ ด้วยแววตาที่ผมไม่คุ้นเคยจนแทบจะเดาใจเขาไม่ถูก

ผมวางจานใบสุดท้ายลงในอ่างล้างจาน ก่อนจะหลับตาลงแล้วยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ปล่อยให้ความเงียบงันโอบกอดร่างกายไว้ พยายามทิ้งความหงุดหงิดไป เพื่อให้สมองได้นึกคิดใคร่ครวญถึงตะกอนความคิดและความรู้สึกแท้จริงของตัวเอง คุณยุนโฮทำให้ระบบการควบคุมของผมรวนไปหมด ผมยังไม่อยากเดินกลับไปสบตากับเขาตรงๆ ในสภาพที่ผมรู้สึกไม่พร้อมสักเท่าไหร่ ผมยังไม่อยากไปสู้กับสายตานิ่งๆ แต่มีประกายอ่อนหวานนั่นหรอกนะ

แต่ผมเดาว่า คงไม่มีใครเห็นใจผม ทั้งพระเจ้าที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ ยูชอนที่ถีบผมให้เผชิญหน้ากับความเครียดของตัวเองตรงๆ หรือใครก็ตาม

เพราะตอนนี้ความเงียบงันที่เคยโอบกอดผมไว้ กลับแปรเปลี่ยนเป็นร่างสูงใหญ่ที่โอบกอดผมไว้แทนเสียแล้ว

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อวงแขนแกร่งรัดรอบเอวผม แผ่นหลังผมสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นๆ ของใครอีกคน กลิ่นกายสะอาดและไออุ่นจากกายสูงใหญ่ทำให้ผมเริ่มสูญเสียการควบคุมอีกครั้ง

“คุณยุนโฮ ปล่อยผม” ผมพยายามแกะแขนแข็งแรงทั้งสองที่กอดเอวผมไว้ แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์

“ขอโทษนะแจจุง ฉันขอโทษ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหูผม และนั่นทำให้ความคิดที่จะดิ้นหนีของผมชะงักไป

“......”

“ฉันเสียใจกับเรื่องวันนี้ ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงให้เพื่อนฉันคนนั้นเลิกนิสัยบ้าๆ นั่นเสียที”

“......”

“แต่ฉันดีใจมากจริงๆ ที่ได้เจอหน้านาย ได้เห็นนายใส่เสื้อคอกว้างเพื่อที่จะได้อวดสร้อยที่ฉันให้

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ!” ผมพูดแย้งทันที แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอจากคนด้านหลัง เขากอดผมแน่นขึ้น ในจังหวะนั้นผมรู้สึกได้ถึงผิวสัมผัสเย็นๆ แตะที่บริเวณหลังต้นคอ แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสที่แสนแผ่วเบา แต่มันกลับทำให้ใบหน้าผมร้อนขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

นั่นคงเป็นสัมผัสจากสร้อยที่คุณยุนโฮใส่

และคุณยุนโฮก็พูดต่อ แสร้งทำเป็นหลงลืมคำแย้งของผมอย่างน่าหมั่นไส้

“แล้วก็ พอได้เห็นนายเขินตอนที่กำลังรวบรวมความกล้าที่จะยื่นกล่องคิมบับให้ฉัน ถึงสุดท้ายนายจะทำให้ฉันใจสลายไปนิดหน่อย แต่นายน่ารักมากเสียจนทำให้หัวใจฉันแทบระเบิดเลยรู้ไหม แจจุง”

ผมควรจะรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้อย่างไรดี

ผมไม่เคยนึกชอบอาการอึกอักของตัวเองแบบนี้เลย อาการที่เหมือนอยากจะพูดเถียงใส่ แต่ก็มีอะไรบางอย่างมาสกัดคำพูดร้ายกาจพวกนั้นไว้ สุดท้ายเราก็ทำได้แค่เงียบ เหมือนเรากำลังยอมรับในคำพูดของคนอื่นอยู่กลายๆ ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว ในท้องมันปั่นป่วนไปหมด ราวกับผีเสื้อนับพันกำลังโบยบินเล่นอยู่ในนั้น และคอยกระพือปีกเร็วขึ้นตามจังหวะการเต้นของหัวใจของผม

ผมไม่กล้าหันไปสบตากับเขา ไม่กล้าหันไปดูสีหน้าของเขาในตอนนี้ ถึงแม้จะรับรู้ได้ว่าใบหน้าของคุณยุนโฮอยู่ใกล้มากขนาดไหนก็ตาม

“แต่ความจริงแล้วฉันก็แอบหวั่นใจนะแจจุง ตอนที่ได้ยินชางมินพูดเล่นๆ ว่า อยากได้นายเป็นแฟน มันเหมือนสติของฉันหายไปหมด”

“คุณ...”

“ตลอดช่วงบ่ายฉันเอาแต่นั่งคิดว่าฉันควรจะทำยังไง ฉันรู้ว่านายน่ารักขนาดไหน เวลาสองปีที่ผ่านมามันมีแต่จะทำให้ฉันมองว่านายน่ารักขึ้นเรื่อยๆ และนั่นทำให้ฉันคิดว่า อาจจะมีคนอื่นที่คิดแบบนี้เหมือนกัน”

“พอเถอะคุณยุนโฮ” อย่าพูดอะไรให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเองไปมากกว่านี้เลย

“แต่ฉันก็นึกถึงที่เราได้ใส่สร้อยคู่กัน สร้อยลูกกุญแจกับแม่กุญแจนี่ มันสื่อแทนความในใจของฉันว่า ฉันอยากจองจำนายไว้แต่เพียงผู้เดียว ฉันหวงนายจนแทบบ้า แจจุง ฉันมันก็แค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่พอเห็นนายยิ้มให้คนอื่นก็เอาแต่หงุดหงิดอยู่ในใจคนเดียว”

“......”

“และตอนนี้ฉันก็อยากจะทำสิ่งที่เห็นแก่ตัวอีกสักครั้ง แต่ไม่รู้ว่านายจะยอมรับไหม”

ความเงียบห่มคลุมรอบกายเราชั่วอึดใจ คุณยุนโฮจับมือขวาของผมขึ้นมา หลังจากนั้นสัมผัสเย็นๆ ก็ถูกสวมทับที่นิ้วนางของผม เขาใช้แขนซ้ายกอดเอวผมไว้เช่นเดิม ส่วนมือขวาก็ยังคงจับมือข้างเดิมของผมไว้ ผมจดจ้องมือของตัวเองนิ่งๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันตีกันวุ่นจนหัวสมองผมขาวโพลนไปหมด

แหวนเงินสลักลายสวยงามอยู่บนนิ้วนางขวาของผม

เป็นอีกครั้งที่ผมไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ผมทำเพียงมองแหวนเงินสลักลายที่ตรงกลางมีตัวอักษร Y เด่นชัด ไออุ่นจากมือเรียวที่กำลังใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือผมแผ่วเบา คล้ายว่าสัมผัสนั่นมันค่อยๆ ส่งผ่านไปทั่วทั้งกาย ไม่เว้นแม้กระทั่งก้อนเนื้อในอกซ้ายที่รู้สึกถึงความอ่อนหวานนุ่มนวลในยามนี้

ผมรู้สึกเหมือนจะร้องไห้

“ฉันอยากจะจองจำนายไว้อีกสักครั้ง แจจุง แต่ฉันจะไม่บังคับนาย”

“......”

“ถ้านายรู้สึกเหมือนกัน ฉันแค่อยากจะขอให้นายตอบรับความรู้สึกของฉัน ด้วยการมาหาฉันที่บริษัทพรุ่งนี้”

“......”

“ฉันจะรออยู่ที่ห้องทำงานของฉัน รอให้นายมาสวมแหวนให้ฉันบ้าง เราจะมีนัดสุดพิเศษด้วยกันเป็นวันที่สอง และถ้านายมาจริงๆ พรุ่งนี้ฉันก็ยินดีที่จะถูกนายจองจำไว้แต่เพียงผู้เดียว”

ผมตัดสินใจหันไปสบตากับเขา คุณยุนโฮส่งยิ้มเอกลักษณ์มาให้ผม ยิ้มที่ดูอบอุ่นเหมือนอย่างทุกครั้ง ไม่ต่างจากแววตาของดวงตาเล็กนั่นเลย ผมรับรู้ได้ถึงแรงโอบรัดที่เอวมากขึ้น ราวกับว่าคุณยุนโฮกำลังออดอ้อนผมผ่านการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้

สุดท้าย น้ำตาผมก็ไหลออกมาจนได้

“คุณยุนโฮ คุณเป็นคนที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมาเลย” เขาดูจะตกใจที่เห็นผมร้องไห้ แต่เขาก็เงียบเพื่อฟังในสิ่งที่ผมกำลังพูด

“ขนาดนั้นเลยหรอ”

“ผมไม่เคยนึกชอบคุณเลย คุณชอบมาวอแวผม ชอบเข้ามาป่วนมาแกล้งผมตลอด ชอบมาส่งยิ้มกว้างๆ ทำเหมือนกับว่าแค่ได้เจอผมคุณก็มีความสุขจนตัวจะลอยทุกครั้ง”

“อา...”

“คุณก็น่าจะรู้ว่าผมต้องเคยมีความรักมาก่อน และความรักครั้งก่อนมันทิ้งแผลอันเจ็บแสบไว้ให้ผม จนผมไม่อยากจะมีความรักอีกด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผมไม่ชอบคุณ – ผมไม่กล้าที่จะคิดชอบคุณ คุณยุนโฮ

“......”

“และคุณก็ร้ายกาจมาก คุณมาก่อกวนผม ทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเองทุกครั้ง คุณแหกกฎทุกข้อที่ผมปฏิญาณไว้ในใจ คุณทำให้ผมอยากลืมที่ตัวเองพูดซ้ำๆ อยู่ในใจตลอดว่า เราไม่ได้ชอบคุณยุนโฮจริงๆ หรอก

“แจจุง...”

“คุณมันร้ายกาจ คุณน่ะ...ปัดโธ่เว้ย คุณมันแย่ คุณยุนโฮ ทำไมเราต้องมาคุยอะไรกันแบบนี้ที่หน้าอ่างล้างจานด้วย มันไม่โรแมนติกเลยสักนิด ให้ตายสิ!”

พอผมโวยวายไปแบบนั้น คุณยุนโฮก็หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ เขาจับผมหมุนตัวให้หันหน้าเข้าหาอกแกร่ง แล้วร่างผมก็ถูกดึงเข้าไปกอดแน่นๆ อีกครั้ง ผมพยายามกลั้นสะอื้น แต่มือเรียวที่ลูบหัวผมอย่างปลอบประโลมนั่นทำให้ความพยายามของผมพังไม่เป็นท่า

“ฮะๆ ขอโทษนะที่ไม่โรแมนติกเอาซะเลย ชองยุนโฮเป็นผู้ชายที่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”

“ฮึก......”

“นายให้โอกาสฉันได้แก้ตัวหน่อยได้ไหมล่ะ แจจุง ให้นายจองจำฉันเอาไว้ แล้วฉันจะคอยสร้างวันพิเศษในชีวิตนายให้มากขึ้น เราจะนัดกันไปกินข้าว นัดกันใส่เสื้อคู่ ไม่ก็ไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำฮันด้วยกัน ดีไหมล่ะ”

ผมซุกหน้าลงกับอกแกร่ง เสียงสะอื้นยังคงเล็ดลอดออกมาจากลำคอผมไม่หยุด คำพูดของคุณยุนโฮมันชวนให้ผมนึกจินตนาการตามเขาอย่างอดไม่ได้ มันจะเป็นอย่างไรหากเรามีวันสำคัญต่อกันมากขึ้น นอกจากวันที่คุณยุนโฮให้สร้อยกับผม วันที่เราใส่สร้อยคู่กัน วันที่คุณยุนโฮสวมแหวนให้ผม – และวันพรุ่งนี้ที่ผมจะสวมแหวนให้คุณยุนโฮบ้าง

เสียงทุ้มเอ่ยปลอบโยนผมอยู่ข้างหูอย่างนุ่มนวล ในขณะที่ผมเอาแต่นึกหวังให้ต่อจากนี้ ผมและคุณยุนโฮจะได้สร้างวันสำคัญด้วยกันอีกไปเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ราวกับนิรันดร์ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
NEVER ENDING


-----


ในที่สุดเราก็แต่งฟิคฉลอง 11 ปีเสร็จแล้ว โฮฮฮฮ *ปาดน้ำตา*

จริงๆ ฟิคนี้ตอนแรกจะลงเฉพาะในบอร์ดฟิค TVXQFICHOME ค่ะ (เป็นโปรเจคของบอร์ด)
แต่เนื่องจากทางบอร์ดไม่มีการโหวตฟิคและรวมเล่มฟิคแล้ว
เราก็เลยมีสิทธิในการนำฟิคมาเผยแพร่ที่อื่นได้ค่ะ

เนื้อเรื่องอาจจะไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่หวังว่าจะทำให้ทุกคนยิ้มกันได้นะคะ : )

ขอฉลองให้กับทงบังชินกิทั้ง 5 คนย้อนหลังด้วยนะ
อยู่ด้วยกันไปอีกสิบๆ ปีเลยนะ <3



Comment

Comment:

Tweet

~#DN_LoveR#~ View my profile

Recommend