[SF] +:+ Unspoken Love +:+ [YunJae]

posted on 05 Jun 2015 16:04 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian
 
 
Unspoken Love
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, Drama, Angst
Author: ~#DN_LoveR#~
 
 
 
 
 
 
 
00.30 น.
 
 
ผม คิมแจจุง นั่งดื่มเบียร์อยู่ตรงระเบียงห้องมานานเกินกว่า 3 ชั่วโมงเห็นจะได้ นาฬิกาติดผนังด้านในห้องที่ชี้บอกช่วงเวลาของวันใหม่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกง่วงหรืออะไรทั้งนั้น แม้ว่ามันจะเป็นเวลาที่ผมสมควรจะลุกไปนอนแล้วก็ตาม
 
กระป๋องเบียร์วางเกลื่อนพื้นที่รอบกายผม จำนวนของมันมากพอๆ กับเวลาที่เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ผมกระดกเบียร์กระป๋องในมืออีกครั้ง ดื่มให้หมดในคราวเดียว และโยนมันทิ้งไปอย่างไร้ทิศทาง
 
คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ดื่มเพราะอยากลืม ไหม?
 
ผมกำลังอยู่ในอาการแบบนั้น ความอยากลืมของผมมันมากเกินกว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ผมอัดเข้าสู่ร่างกายเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ผมแค่หวังว่าฤทธิ์ของน้ำเมาจะทำให้ผมลืมสิ่งที่ติดตรึงอยู่ในใจไปได้บ้าง
 
แค่หวังว่าจะลืมใบหน้าของเพื่อนคนหนึ่งไปให้ได้
 
เพื่อนที่ผมรักเขาอย่างหมดใจ
 
ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ นึกเกลียดตัวเองที่เกิดมาคอทองแดงเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้ เบียร์พวกนั้นแทบจะไม่ได้ช่วยให้ผมลืมเขาคนนั้นไปได้เลย มันแย่เป็นบ้า
 
ทั้งๆ ที่มันผ่านมา 2 ปีแล้วแท้ๆ
 
2 ปีที่เราไม่ได้เจอกัน
 
2 ปีที่ผมยังตัดใจจากเขาไม่ได้ – ตัดใจจากชองยุนโฮไม่ได้ 
 
ผมไม่เคยสารภาพความรู้สึกกับเขา เขาคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตห่ามๆ ของผู้ชายธรรมดาอย่างผม เพื่อนที่ดีเสียจนผมเผลอให้ใจไปโดยไม่รู้ตัว
 
ชองยุนโฮเป็นเด็กผู้ชายอัธยาศัยดี นั่นคือคำจำกัดความที่คนส่วนใหญ่มอบให้กับเขา เขายิ้มเก่ง ชอบหัวเราะเสียงดัง แถมยังเอาใจใส่คนรอบข้าง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะกลายเป็นที่รักและชื่นชอบของใครหลายๆ คน
 
ผมได้เจอยุนโฮครั้งแรกตอนที่ย้ายโรงเรียนตอนชั้นมัธยมปลาย เราอยู่ห้องเดียวกัน เขาเป็นเด็กเก่าของโรงเรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เป็นคนตรงไปตรงมา จริงใจ น่ารัก เขาเป็นหัวหน้าห้องของเรา และเป็นเพื่อนคนแรกของผมในโรงเรียนแห่งใหม่นี้
 
ผมยังจำวันแรกที่ผมได้คุยกับยุนโฮได้อย่างแจ่มชัด เพราะผมเป็นเด็กใหม่เพียงคนเดียวของห้อง พวกเพื่อนๆ ที่เป็นนักเรียนเก่าส่วนมากจึงรู้จักกันอยู่แล้ว และในตอนที่ผมนั่งนิ่งๆ อยู่คนเดียวในห้องเรียนใหม่ที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจราวกับจะตอกย้ำให้ผมรู้สึกแปลกแยก จู่ๆ เก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้างกันก็ถูกเลื่อนออก เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่หย่อนตัวลงนั่ง โยนกระเป๋าเป้ที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่อะไรมาเรียนไว้บนโต๊ะ แล้วหันมามองผมด้วยสีหน้านิ่งๆ ที่ติดจะน่ากลัวไปหน่อยสำหรับผม
 
 
 
“นายเป็นเด็กใหม่เหรอ?” 
 
“เอ่อ...อื้ม ใช่ ฉันเพิ่งย้ายมาที่นี่น่ะ”
 
“ชื่ออะไร?”
 
“แจจุง คิมแจจุง”
 
“คิมแจจุงงั้นเหรอ ฉันชื่อ ชองยุนโฮ ฉันขอนั่งข้างนายละกันนะ”
 
 
 
แล้วยุนโฮก็ส่งยิ้มที่สว่างเสียจนตาพร่ามาให้ผม ราวกับชองยุนโฮที่มีสีหน้าเรียบนิ่งคนนั้นไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้
 
ผมกับยุนโฮค่อยๆ สนิทกันมากขึ้นตามกาลเวลา จากตอนแรกที่ความสัมพันธ์ของเราดูจะเงอะๆ งะๆ เพราะตัวผมที่ยังไม่ชินกับสภาพแวดล้อมแบบใหม่ บวกกับนิสัยส่วนตัวของผมที่จะไม่ยอมไว้ใจใครง่ายๆ แต่น่าแปลกที่ยุนโฮสามารถทำลายกำแพงของผมได้เร็วยิ่งกว่าใครที่ผมเคยพบเจอมาในชีวิต ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรอยยิ้มกว้างๆ ที่เผื่อแผ่ไปถึงดวงตาเล็กนั่นหรือเปล่าที่ทำให้ผมรู้สึกวางใจ ผมกล้าที่จะยิ้มและหัวเราะออกมาเสียงดังกับมุกตลกห่วยๆ ของเพื่อนคนนี้ รู้สึกสบายใจที่จะไปไหนมาไหนกับเขาในทุกๆ ที่ อะไรบางอย่างมันบอกผมว่าผมจะไม่เป็นไรหากผมมียุนโฮอยู่เคียงข้าง
 
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ห้องของเรามีเรียนบาสเกตบอล อาจารย์แบ่งนักเรียนออกเป็นสองทีม ทีมของผมกับยุนโฮจะต้องแข่งกัน กลุ่มนักเรียนชายสิบกว่าคนรุมแย่งเจ้าลูกกลมๆ เพื่อโยนลงห่วงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงพื้นรองเท้าเสียดสีกับพื้นสนามดังคละเคล้ากับเสียงลูกบาสที่เด้งกระทบพื้น พวกเราหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แต่ช่างโชคร้ายที่ผมและยุนโฮดันวิ่งชนกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ
 
ด้วยรูปร่างของผมที่ค่อนข้างเล็กและผอมบางกว่าเพื่อนผู้ชายคนอื่น โดยเฉพาะถ้าเทียบกับยุนโฮ เขาตัวใหญ่กว่าผมมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะกระเด็นออกมานอนแผ่อยู่กลางสนามแบบนี้ ผมหยีตาแน่นและร้องครางด้วยความเจ็บปวด ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือใบหน้าเรียวเล็กที่อยู่ห่างจากใบหน้าผมเพียงคืบ แขนสีแทนทั้งสองข้างค้ำอยู่ข้างกายผมราวกับจะกักขังผมไว้ สายตาของเราประสานกัน มันใกล้มากเสียจนผมมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีนิลนั่น
 
 
 
“นายเป็นอะไรมากไหมแจจุง?!”
 
 
 
ยุนโฮถามผมด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ในขณะที่ยันกายขึ้น ตอนนั้นเองที่ผมรับรู้ได้ถึงอาการแปลกๆ ภายในอกซ้ายของตนเอง ผมพยายามยันตัวลุกขึ้นตาม ยุนโฮยื่นมือข้างหนึ่งมาให้ผมจับไว้และช่วยพยุงให้ผมยืนขึ้น แต่พอผมเริ่มก้าวขาเดิน ความเจ็บตรงบริเวณข้อเท้าก็แล่นปราดไปทั้งขา ผมกำมือยุนโฮไว้แน่นพร้อมกับร้องโอดโอย และผมเดาได้เลยว่าข้อเท้าผมต้องแพลงแน่ๆ
 
สุดท้ายอาจารย์ก็สั่งให้ยุนโฮพาผมไปห้องพยาบาล มันน่าอายเป็นบ้าที่คนอย่างผมต้องขึ้นขี่หลังยุนโฮเพื่อให้เขาพาไปทำแผลแบบนี้ หมดสภาพสิ้นดี แต่น่าแปลกที่นอกเหนือจากความอับอาย ผมรับรู้ได้ว่ามันมีความรู้สึกที่รุนแรงกว่านั้นปะทุอยู่ในอกผมจนใจผมสั่นระรัว มีบางจังหวะที่เขายกตัวผมขึ้นเพื่อที่เขาจะได้อุ้มผมได้สะดวก ผมเผลอกอดคอเขาไว้แน่น กลิ่นกายอ่อนๆ แบบชายหนุ่มของเขาทำให้ใจผมยิ่งสั่นหนัก – ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้มันแปลกเสียจนผมนึกกลัวอย่างไร้เหตุผล
 
พอมาถึงห้องพยาบาล ผมก็ได้แต่นั่งนิ่งๆ อยู่ริมเตียง ส่วนยุนโฮก็คุกเข่าอยู่ตรงหน้าผม มือใหญ่ทั้งสองข้างนั้นใช้ผ้ายืดพันข้อเท้าผมอย่างนุ่มนวลและระมัดระวัง ผมมองท่าทางที่ดูตั้งอกตั้งใจนั่นด้วยความรู้สึกที่ตีวนกันมั่วไปหมด ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านต้นไม้ใหญ่ด้านนอกดังแว่วมาให้ได้ยิน
 
 
 
“นี่ แจจุง”
 
“หืม?”
 
“เจ็บมากไหม?”
 
“ไม่เท่าไหร่ แค่ข้อเท้าแพลง ฉันไม่ตายหรอกน่า”
 
“ขอโทษนะ”
 
“ตั้งใจทำแผลให้ฉันตั้งขนาดนี้แล้ว ที่จริงนายไม่ต้องพูดขอโทษฉันด้วยซ้ำ ยุนโฮ”
 
 
 
หลังจากนั้นผมก็เผลอหลุดร้องออกมาเบาๆ เพราะมือของยุนโฮดันไปโดนตรงจุดที่น่าจะช้ำหนักที่สุด ใบหน้าเรียวเล็กดูตื่นตกใจนิดหน่อย ผมยกมือขึ้นและส่ายหน้าไปมาเพื่อเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร แล้วเราก็สบตากันนิ่งๆ 
 
ดวงตาคมกะพริบปริบๆ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะมองอะไรนักหนา หรือเขาอาจจะไม่เข้าใจท่าทางที่ผมสื่อออกไปก่อนหน้านี้? คิดได้ดังนั้น ผมจึงขยับปากเพื่อบอกเขาตรงๆ ว่าไม่ต้องกังวลกับอาการเจ็บของผมขนาดนั้น แต่รอยยิ้มบางๆ กับแววตาที่ดูอบอุ่นกว่าเคยจากคนตรงหน้ากลับหยุดความคิดทั้งหมดของผมไว้ได้ชะงัดนัก
 
 
 
“ฉันนี่มันแย่จริงๆ เลยเนอะ ฮะๆ”
 
 
 
ผมจ้องมองรอยยิ้มและแววตาของเพื่อนสนิทอย่างไม่ละสายตา ราวกับรอบกายผมมีเพียงเขา ผมไม่รับรู้ถึงสิ่งใดเลยนอกจากการมีอยู่ของคนตรงหน้า แรงสั่นสะเทือนจากก้อนเนื้อในอกซ้าย และความร้อนผ่าวในกายที่เพิ่มขึ้นจนปั่นป่วนไปหมด
 
แล้วนั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมตระหนักได้ถึงความรู้สึกที่ผมมีให้กับยุนโฮมาตลอด 
 
ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนอย่างผมจะตกหลุมรักคนเพศเดียวกัน แถมยังเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดอีกด้วย 
 
แม้ว่าผมจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองที่มีต่อยุนโฮแล้ว แต่สิ่งที่ผมทำนั้นคือการใช้ชีวิตอย่างปกติ แสดงอาการทุกอย่างออกมาให้เหมือนกับทุกอย่างยังเหมือนเดิม เราไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน ไปเล่นเกมเซ็นเตอร์ก่อนกลับบ้านด้วยกัน หัวเราะไปกับเรื่องไร้สาระของเราสองคน มันเป็นความรู้สึกของเพื่อนที่มีให้กับเพื่อนด้วยกัน มันไม่ควรจะเกินเลยไปมากกว่านั้น
 
เพราะถ้าผมดันทุรังจะข้ามระดับความสัมพันธ์ คำว่า ‘เรา’ คงไม่มีอยู่อีกต่อไป
 
เราสองคนต้องแยกกันหลังจบมัธยมปลาย เราได้เรียนในมหาวิทยาลัยคนละแห่ง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ห่างกันมาก แต่ผมรู้และเข้าใจดีว่าการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมใหม่เป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน หลังจากนี้เราสองคนต่างต้องไปเผชิญกับโลกที่กว้างขึ้น ใหม่ขึ้น และยากลำบากยิ่งกว่าตอนนี้ เราต้องทุ่มเทเวลาให้กับโลกใบใหม่นั้นให้เต็มที่ และค่อยๆ เว้นระยะห่างกับโลกเดิมไปทีละนิด ทีละนิด
 
ผมยังจำวันสุดท้ายที่เราได้เจอกันก่อนจะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้ดี เราไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะ ฝังตัวอยู่ในเกมเซ็นเตอร์เกือบครึ่งค่อนวัน แวะกินต๊อกโบกีที่ร้านข้างทางเจ้าประจำ แล้วยุนโฮก็เดินมาส่งผมที่บ้าน เรายิ้มให้กันและกัน ก่อนที่ยุนโฮจะดึงผมเข้าไปกอดไว้แน่น
 
 
 
“จะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ”
 
 
 
นั่นเป็นคำพูดที่เขาฝากไว้กับผม
 
ผมถือโอกาสที่เราห่างกันเป็นตัวช่วยในการยุติความรู้สึกบ้าๆ นี่ที่ผมมีให้กับยุนโฮ ผมรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้ง่ายๆ ความสัมพันธ์ที่คงทนคือความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายเต็มใจที่จะมีร่วมกัน ถ้ายุนโฮอยากเป็นเพื่อนกับผม ผมก็พร้อมจะเป็นเพื่อนให้กับเขา แต่ถ้าผมอยากจะเป็นมากกว่าเพื่อนสำหรับยุนโฮ ผมไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าเขาคิดแบบเดียวกันกับผมหรือเปล่า
 
ผมไม่อยากเสียเขาไป
 
เพราะแบบนั้น ผมจึงยอมเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างๆ เขามาตลอด
 
ผมพยายาม...พยายามทำแบบนั้นมาตลอด พยายามหยุดความรู้สึกเกินเลยพวกนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และผลลัพธ์ที่ออกมาคือความล้มเหลว ให้ตายเถอะ แค่นึกถึงช่วงเวลาที่ผมเคยมีร่วมกันกับเขา ตอนที่เราแกล้งกัน ยิ้มและหัวเราะให้กัน แค่นั้นผมก็คิดถึงเขาจนแทบบ้า ชองยุนโฮมีอิทธิพลต่อจิตใจของผมมากเกินไปจริงๆ 
 
ผมตัดใจจากเขาไม่ได้
 
ผมสะบัดศีรษะแรงๆ ก่อนจะลุกพรวด เดินไปคว้าเสื้อโค้ทมาสวมแล้วเดินออกจากห้องพัก เป้าหมายคือร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ห่างจากหอพักไปประมาณ 200 เมตร – คงต้องซื้อเบียร์เพิ่มอีกสักโหล 
 
อากาศข้างนอกหนาวนิดหน่อย เสื้อโค้ทที่ผมคว้ามานับว่ามีประโยชน์ไม่น้อย ผมเดินลากเท้าไปอย่างไม่เร่งรีบ สายตาจดจ้องไปตามทางเดิน พลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามืดสนิทที่มีดาวให้เห็นอยู่ประปราย
 
ภาพท้องฟ้านั่นดึงให้หยดน้ำตารื่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว – อาจเพราะมันช่างเหมือนภาพสะท้อนความรู้สึกของผมมากเกินไป
 
ยุนโฮคงเปรียบได้กับดาวพวกนั้น ส่วนผมคือความมืดที่อยู่รายรอบ
 
มีคนมากมายที่มองเห็นเขา ชื่นชมเขา รักเขา
 
แต่การจะไขว่คว้าดาวดวงนั้นมาครองช่างยากเหลือเกิน ยากเทียบเท่ากับคำว่า เป็นไปไม่ได้
 
ถนนเงียบสนิท คงเพราะมันดึกมากแล้ว ยังมีนักศึกษาเดินผ่านไปมาบ้าง ร้านสะดวกซื้อเปิดไฟสว่างจ้าอยู่ตรงหน้า ผมเดินเลียบทางเท้าไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงหน้าประตูร้านที่เปิดออกพร้อมกับที่มีคนจากด้านในร้านเดินสวนออกมา
 
 
 
“......”
 
“......แจจุง
 
 
 
ผมได้แต่ยืนมองใบหน้าของคนที่เรียกชื่อผม คำพูดทุกอย่างถูกกลืนหายไปหมด
 
ชองยุนโฮยืนอยู่ตรงหน้าผม
 
รู้สึกตัวอีกที ผมกับยุนโฮก็มานั่งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อพร้อมกาแฟร้อนคนละแก้ว ยุนโฮกัดแซนด์วิชคำโตเคี้ยวงุบงับ ในขณะที่ผมแสร้งทำเป็นจิบกาแฟไปทีละนิด ทีละนิด
 
เขาทำให้ความพยายามของผมพังไม่เป็นท่าอีกครั้ง
 
ผมยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ พลางเหลือบตามองคนข้างกายที่กำลังเป่ากาแฟให้เย็นลง ยุนโฮตัวสูงขึ้น ผอมลงนิดหน่อย หุ่นดูกำยำขึ้น ผมเดาว่าเขาคงเข้าฟิตเนสบ่อยแน่ๆ เขาดูดีขึ้นมากกว่าเดิมจนทำให้ผมใจสั่น ไม่คิดว่ากาลเวลาจะทำให้เขามีเสน่ห์เพิ่มขึ้นถึงเพียงนี้
 
 
 
“นายมาแถวนี้ได้ไง ยุนโฮ”
 
“ฉันมาค้างหอเพื่อน อยู่ตรงโน้นน่ะ” เขาชี้ไปยังหอพักที่อยู่คนละฝั่งกับหอพักของผม
 
“อ๋อ มาทำงานหรอ”
 
“อื้ม งานกลุ่มน่ะ ว่าแต่นายเถอะแจจุง ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังมาอยู่แถวนี้ได้ล่ะ”
 
 
 
ยุนโฮหันมาสบตากับผม แค่แวบเดียว แวบเดียวจริงๆ ที่ผมเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาเรียวเล็กนั่น ความทรงจำในอดีตลอยวาบขึ้นมาในหัวสมองของผม ผมรีบหลบตา พยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด ผมไม่อยากให้ยุนโฮสงสัยในตัวผมหรอกนะ
 
 
 
“พอดีหิวนิดหน่อยน่ะ ฮะๆ หอฉันอยู่แถวนี้ ฉันก็แวะมาที่นี่ประจำแหละ”
 
 
 
ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะเชื่อในคำพูดของผมไหม ใจผมมันสั่นไปหมด แต่เหมือนผมจะโชคดีที่ยุนโฮไม่ได้ซักไซ้อะไร เขากินแซนด์วิชหมดแล้ว และเริ่มชวนผมคุยเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่ถามสารทุกข์สุขดิบไปจนถึงเรื่องการเรียน เราหยิบเรื่องตลกของคนในห้องมาคุยกันอย่างออกรส ราวกับกำลังนั่งย้อนเวลากลับไปยังอดีต และนั่นมันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาสมัยมัธยมปลายชะมัด 
 
ผมอมยิ้มให้กับความทรงจำอันสวยงามที่ผมมีร่วมกับเพื่อนที่ดีที่สุดคนนี้
 
 
 
“นี่ ฉันว่านายควรกลับได้แล้วละ มันดึกมากแล้วนะ”
 
 
 
ยุนโฮบอกกับผมแบบนั้น และนั่นเป็นคำที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจอย่างบอกไม่ถูก มือกระชับแก้วกาแฟแน่นกว่าเดิม ความรู้สึกสองด้านตีกันในอกอย่างรุนแรง ผมดีใจที่ยุนโฮเป็นห่วงผม ในขณะที่อีกใจหนึ่งผมอยากจะอยู่กับเขาตรงนี้ อยู่ต่อไปนานๆ ให้ผมได้เห็นหน้าเขาต่ออีกสักนิดจะได้ไหม