[SF] +:+ Destined +:+ [YunJae]

posted on 08 Jul 2015 04:17 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian


Destined
Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: Romance, Drama, RPS
Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: ก็แค่ฟิคชั่นเรื่องหนึ่ง
 
 
 
 
 
 
21 กรกฎาคม 2015, เวลา 4.30 น.
 
 
ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกที่แทรกผ่านกระจกและผ้าม่านผืนบางมาให้ผมพอมองเห็นสิ่งรอบตัวได้บ้าง ผมหันไปมองเตียงอีกเตียงทางด้านขวามือ พื้นที่บนเบาะนุ่มสีขาวนั่นยังถูกจับจองไว้ด้วยร่างสูงๆ ของคนที่เป็นเหมือนครอบครัวของผม ใบหน้าคมเข้มหลับพริ้มเหมือนเด็กๆ ผมเผลอยิ้มเล็กๆ ให้กับภาพนั้น ก่อนจะลุกขึ้นไปดึงและจัดผ้าห่มผืนโตของอีกคนให้ดีๆ – ดูเหมือนผมจะตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ต่ำไปหน่อยแหะ
 
ผู้จัดการบอกผมไว้ว่าเขาจะมาถึงที่นี่ตอนประมาณหกโมงเช้า และถึงแม้จะยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงครึ่ง ผมก็เลือกที่จะเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวแทนที่จะล้มตัวลงนอนอีกรอบ ทั้งๆ ที่ในเวลาปกติผมจะไม่มีวันยอมตื่นเช้ามากขนาดนี้แน่ๆ เวลานอนมันมีค่ามากสำหรับผมนะ
 
ครีมโกนหนวดถูกพอกไว้ทั่วเรียวคางและรอบปากผม ผมค่อยๆ ใช้ที่โกนหนวดโกนเจ้าขนแข็งๆ บนใบหน้าออกอย่างเบามือ หลังจากนั้นผมก็ไปแปรงฟัน อาบน้ำ โดยไม่ลืมที่จะร้องเพลงและเต้นอย่างละสองเพลงเหมือนอย่างทุกครั้ง อา ช่วงเวลาผ่อนคลายจริงๆ มันต้องแบบนี้สิ
 
ผมเดาว่าผมคงเสียเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงก่อนที่ผมจะเดินออกมาจากห้องน้ำได้ สองมือผมใช้ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดพันไว้รอบเอว เดินต้วมเตี้ยมกลับเข้ามาในห้องนอน แต่ตอนนี้ห้องนอนที่มืดสนิทในตอนแรกกลับสว่างจ้า คนที่ยังนอนอยู่ก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนมานั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าและผมเผ้ายุ่งๆ พร้อมทั้งส่งสายตาเพ่งมองผมราวกับไม่คุ้นเคยหรือไม่ก็กำลังจับผิดอะไรสักอย่าง
 
เดี๋ยวสิ นี่ผมเผลอทำอะไรผิดไปหรือไง?
 
 
“พี่ยุนโฮ” ชางมินเรียกผม น้ำเสียงงัวเงียและหงุดหงิดนิดหน่อย
 
“ว่าไง ทำไมมองพี่อย่างกับจะดุพี่อย่างนั้นเล่า” ผมเอ่ยเย้า แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าตรงปลายเตียง
 
“รีบตื่นทำไม”
 
“ไม่รู้สิ จู่ๆ มันก็ตื่นขึ้นมาเอง จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ” ผมค้นเสื้อผ้าอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบเสื้อ JUSTO สีดำกับกางเกงยีนส์สีเข้มตัวเก่งออกมา
 
“ตื่นเต้นใช่ไหม?” คำพูดของน้องเล็กทำให้ผมต้องหันกลับมามอง เขามองผมนิ่ง จริงจังเชียวนะ
 
“ตื่นเต้นหรอ? อืม ก็คงนิดหน่อยละมั้ง ฮะๆ!” พยายามจะคิดว่างั้นนะ
 
“เหอะ เชื่อตายละ” ชางมินหัวเราะพร้อมยิ้มเหยียด รู้สึกเหมือนโดนถีบด้วยท่าทางนั่นจริงๆ
 
“อ้าว ทำไมไม่เชื่อพี่ล่ะ”
 
“หึ เห็นทรงผมพี่ตอนนี้แล้วหงุดหงิดชะมัด เกลียด!” ชางมินพูดจบก็เบ้หน้าใส่ผม ก่อนจะหันหน้าหนีแล้วบ่นงึมงำกับตัวเอง
 
 
ผมเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของน้องเล็ก เหล่ตาขึ้นมองด้านบนและยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบหัวตัวเองเบาๆ ผมกลับมามองชางมินที่นั่งหน้าบูดไม่เลิก และน่าแปลก ที่ภาพนั้นมันทำให้ผมยิ้ม – รอยยิ้มแสนสุขที่เจือปนความเศร้า
 
 
“หงุดหงิดที่พี่ไว้หัวเกรียนแล้วพี่ก็ยังหล่อใช่ไหมล่า~ อุ๊บ!” ถ้าจะปาหมอนใส่หน้าพี่แรงขนาดนี้ ลุกมาฟาดหน้าพี่เลยก็ได้นะชางมิน
 
“อ้วนจนมีพุงนมตั้งเต้าขนาดนี้ยังจะกล้าพูดอีกนะคนเรา” ผมลูบหน้าลูบตาตัวเองไปมาเพื่อเรียกสติ แรงของชางมินทำเอาผมแอบมึนหัวเลยนะเนี่ย
 
“ทำไมน้องเล็กใจร้ายกับพี่จัง”
 
“พี่ก็น่าจะรู้ว่านี่โหมดปกติของผมนะ” โอเค พี่ไม่เถียงแล้วน้องรัก
 
 
ชางมินสะบัดผ้าห่มออกจากตัว ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วบิดขี้เกียจไปมา ส่วนผมก็จัดการสวมกางเกงใส่เสื้อให้เรียบร้อย และในจังหวะที่หัวผมเพิ่งพ้นจากคอเสื้อนิ่มๆ แรงสะกิดเบาๆ ตรงหัวไหล่ขวาก็ทำให้ผมต้องเอี้ยวตัวหันไปมอง ชางมินกำลังมองผมด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
 
 
“ว่าไง?” ผมถาม สอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปในแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วจัดเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง
 
“พี่ยุนโฮ...” น้องเล็กเรียกชื่อผม และปล่อยให้ความเงียบเดินวนล้อมเราสองคนไว้อีกครั้ง
 
“......”
 
“......” 
 
“......หืม? ว่าไงล่ะชางมิน?” ผมถามอีกคนยิ้มๆ แต่ชางมินก็เอาแต่ยืนจ้องผม เขาไม่พูด – ไม่ยอมพูดอะไรเลย
 
 
และในตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจทุกอย่าง ความจริงผมรู้ว่าชางมินกำลังจะพูดอะไรกับผม ผมแค่หวังว่าเขาอาจจะรวบรวมความกล้าที่จะใช้ปากพูดมันออกมา แม้ว่าดวงตาของน้องเล็กจะสื่อทุกอย่างออกมาหมดแล้วก็ตาม
 
นับตั้งแต่ที่เราเดบิวต์ในฐานะทงบังชินกิ มีไม่กี่ครั้งหรอกที่น้องเล็กปากคอเราะรายคนนี้จะมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอ – ผมไม่ได้หมายถึงว่าเขากลัวผมนะ แต่มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ, ความคิดถึง, ความโหยหา, การอ้อนวอน และอีกมากมาย 
 
และที่เด่นชัดมากที่สุดในนั้นมันคือ...ความรักรักที่มีให้กับคนที่เป็นเหมือนครอบครัวของเรา
 
ใบหน้าของผมยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ในขณะที่ตัวผมตระหนักได้อีกครั้งว่า ชางมินยังเป็นเด็กในสายตาของผมเสมอ
 
 
“ว่าไง? อยากจะบอกอะไรกับพี่รึเปล่า?”
 
 
ผมถามออกไปอีกครั้ง และเหมือนเดิม ผมได้รับคำตอบเป็นความเงียบ แต่หลังจากนั้นผมก็เห็นชางมินเบะปาก แล้วน้องเล็กตัวสูงโย่งก็หันไปคว้าผ้าขนหนู พร้อมกับเดินลิ่วๆ พาตัวเองไปห้องน้ำเสียอย่างนั้น
 
‘โครม!’
 
เสียงปิดประตูนั่นดังเสียจนผมสะดุ้ง ผมใช้มือข้างหนึ่งลูบหน้าอกตัวเองพร้อมกับถอนหายใจ ฟู่ว~ ภาพใบหน้าของเด็กน้อยที่กำลังจะร้องไห้ยังเด่นชัดอยู่ในหัวผม ผมหลุดยิ้มเอ็นดูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สุดท้ายชางมินก็ไม่ยอมพูดออกมา แต่ผมก็เข้าใจดีว่า ความรู้สึกบางอย่างมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
 
ใช่ – และตัวผมก็ไม่ควรจะร้องไห้ในเวลานี้
 
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งผู้จัดการมาถึงที่พักของเราตอน 6.00 น. พอดี ไม่ขาดไม่เกิน เขาเตรียมมื้อเช้ามาให้ผมกับชางมินด้วย เตรียมมาเยอะมากเสียจนผมแปลกใจ เขาบอกผมแค่ว่า ตอนนี้พี่คงทำเพื่อนายได้แค่นี้ กินเยอะๆ เลยนะ ผมทำเพียงยิ้มตอบให้กับคำพูดนั่น และทานมื้อเช้าแสนอร่อยกับชางมินโดยไม่มีใครเปิดปากพูดอะไรออกมาอีก
 
ภายในใจและหัวสมองของผมอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกและภาพความทรงจำในอดีตที่ไหลย้อนกลับมาให้ผมได้ทบทวนอีกครั้ง มันล่องลอยกระจัดกระจาย ทว่าเด่นชัดจนรู้สึกอึดอัดอยู่ในอก ผมกดความรู้สึกทั้งหมดนั้นลงไป กดลงไปให้ลึกมากพอที่จะไม่ทำให้แววตาผมสั่นไหว และมีเพียงรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าผมเพียงเท่านั้น
 
11 ปี – เดบิวต์, น้ำตา, รอยยิ้ม, โทโฮชินกิ, ความปวดร้าว, อ้อมกอด, ครอบครัว, สมาชิก, ทงบังชินกิ, จุดพลิกผัน, การลาจาก...
 
ภาพเหตุการณ์เก่าๆ ค่อยๆ เรียงตัวร้อยเป็นเรื่องราว ในขณะที่ผมได้แต่พร่ำพูดอยู่ในใจซ้ำๆ ตอนนี้นายต้องเข้มแข็ง ชองยุนโฮ
 
อาหารมื้อเช้าหมดแล้ว ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเองไปนาน รู้สึกตัวอีกที ผมก็มายืนอยู่ที่รถของผู้จัดการเสียแล้ว ผู้จัดการผมกำลังสตาร์ทรถ ผมยืนอยู่ที่ประตูรถเบาะหน้าฝั่งขวา ในขณะที่ชางมินยืนอยู่ที่ประตูรถเบาะหลังฝั่งขวาเช่นกัน
 
 
“พี่ยุนโฮ” ชางมินเรียกผม
 
“หืม?”
 
“คือ...” น้องพูดน้ำเสียงไม่มั่นใจ ผมทำเพียงยืนรอฟังคำของเขา
 
“......”
 
“พี่มานั่งเบาะหลังด้วยกันสิ”
 
“......”
 
“นะ...”
 
 
แล้วผมจะใจร้ายพอที่จะปฏิเสธคำขอร้องอ้อนๆ ของน้องเล็กได้ยังไงกัน
 
ครั้งนี้ผมกับชางมินปล่อยให้เบาะหน้ามีเพียงผู้จัดการที่นั่งเป็นคนขับ ให้อารมณ์เหมือนเราสองคนเป็นคุณชายอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเปิดโอกาสให้ผมกับชางมินมีเวลาได้คุยกัน ก่อนที่ผมจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางจากโซลประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง
 
จุดหมายปลายทางในครั้งนี้คือ กรมทหาร
 
ใช่ – มันถึงเวลาที่ผมจะต้องไปรับใช้ชาติบ้างแล้วละ
 
ถึงแม้ว่าผมกับชางมินจะอยู่ด้วยกันมานานหลายปี ตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่กันครบ หรือตอนที่เราเหลือกันสองคน แต่ความจริงแล้วมันมีไม่กี่ครั้งหรอกนะ ที่ชางมินจะชวนผมคุยไม่หยุด แทบจะไม่มีช่วงไหนที่เราสองคนเงียบเลยระหว่างที่อยู่บนรถคันไม่เล็กไม่ใหญ่นี่ เขายกเรื่องเก่าๆ มาแซวผมได้ตลอด จิกกัดผมบ้างเมื่อมีจังหวะ แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากหัวเราะเสียงดังอย่างที่เคยทำทุกครั้งเมื่อมีเรื่องถูกใจหรือต้องการขำกลบเกลื่อน และสิ่งที่ผมได้รับกลับมาจากน้องเล็กก็คือใบหน้าหล่อๆ ที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเหมือนเด็กเล็กๆ – แม้แต่ดวงตากลมๆ ที่เหมือนตากวางนั่นก็ยังยิ้มอย่างมีความสุขจริงๆ
 
เหมือนความเป็นห่วงที่ผมมีต่อน้องเล็กคนนี้จะลดน้อยลงไปแล้ว
 
น่าเศร้าที่วันนี้เวลากลับเดินเร็วกว่าทุกวัน ตอนนี้รถกำลังเข้าสู่เขตพื้นที่ของหน่วยทหารที่ผมจะต้องเข้ามาอยู่แล้ว มีแฟนๆ มายืนรอส่งผมที่ด้านหน้า แต่ผมเลือกที่จะไม่ลงไปหาพวกเขา เพราะผมได้บอกกับพวกเขาไปในงานคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายแล้วว่า ผมจะกลับมาเป็นยุนโฮที่เท่และดีกว่านี้
 
และตัวผมในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพอย่างที่สัญญาไว้เลยสักนิด – ผมออกไปเจอหน้าแฟนๆ ไม่ได้หรอก
 
ผู้จัดการกำลังจอดรถให้เข้าที่เข้าทาง ผมกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่ผมไม่คุ้นเคยผ่านกระจกติดฟิล์มทึบ สนามหญ้ากว้างใหญ่ และถัดไปไม่ไกลนักนั้นมีตึกที่ผมจะต้องเข้าไปเพื่อเข้าร่วมการปฐมนิเทศทหารฝึกหัด
 
ผมไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ใจผมถึงสั่นในเวลาแบบนี้ – ก็แค่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น
 
ผู้จัดการของผมลงจากรถไปก่อน เขาบอกว่าจะไปเดินสำรวจตึกให้แล้วค่อยมาเรียกผมไป ผมกล่าวขอบคุณและส่งยิ้มจากใจให้เขา ผมรู้ว่าเขาพยายามจะยื้อเวลาให้ผมกับชางมินได้อยู่ด้วยกันอีกสักนิด
 
 
“พี่ยุนโฮ” ชางมินเรียกผม ผมหันไปมอง
 
“อา เดี๋ยวพี่ต้องไปซะแล้วสิ” ผมยกยิ้มบางเบา ไม่สบตากับคนด้านข้าง
 
“อย่าไปทำตัวซกมกในกรมนะพี่”
 
“พี่ก็ไม่ได้ซกมกขนาดนั้นหรอกน่า ฮะๆ” ผมหัวเราะ ทอดสายตาไปตรงหน้าเรื่อยเปื่อย และยังไม่หันไปสบตากับน้องเล็กเช่นเดิม
 
“อย่ากินเยอะเกินไปด้วย ผมหมายถึงว่าอย่าแย่งข้าวจากจานคนอื่นเหมือนแย่งไก่ทอดผมนะ”
 
“พี่ไม่ได้แย่งซะหน่อย!”
 
“พยายามให้เต็มที่นะพี่ ถ้ามีโอกาส ก็...ติดต่อกันมาบ้างนะ”
 
 
ผมหันไปมองทันทีที่น้องเล็กพูดจบ และภาพที่ผมเห็นก็ทำให้ผมต้องหลุดยิ้ม เด็กหนอเด็ก ผมยื่นมือไปยีหัวคนที่นั่งทำหน้าหงอยใส่ผมด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงขยับตัวเข้าไปหาอีกฝ่าย
 
 
“มาให้กอดหน่อยซิ น้องชางมินที่น่ารัก~”
 
 
และนี่คงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมไม่ได้รับคำด่าอันเจ็บแสบตอบกลับมา ทว่าเป็นกอดแน่นๆ ที่อิ่มใจจนฝังลึกลงไปในทุกความรู้สึก
 
 
“ถ้ารู้ว่ามีโอกาสติดต่อคนอื่นได้แล้วไม่โทรมาหาผมนะ พี่โดนแน่ๆ” ชางมินพูดเสียงดุ แต่ยังกอดผมไม่เลิก
 
“ครับๆ ผมจะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าวงอย่างเคร่งครัดเลยครับ”
 
“ดี! มันต้องอย่างนี้สิชองยุนโฮ” โธ่ ไอ้เด็กปากคอเราะราย
 
 
ชางมินผละตัวออกจากอ้อมกอด สองแขนยกขึ้นกอดอก ทิ้งตัวพิงเบาะพร้อมถอนหายใจเบาๆ ทว่าใบหน้านั้นยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบาง เขาหันมามองผมที่ยิ้มอยู่ไม่ต่างกัน แล้วเอ่ย
 
 
“สุดท้ายก็ได้เข้ากรมวันนี้จนได้นะพี่ พยายามมาตั้งเยอะแล้วนะ”
 
“......”
 
“ผมหวังว่าความหวังที่เราเคยคุยกันมาตลอดจะเป็นจริงสักทีนะพี่ หวังว่าพี่จะเจอความหวังอยู่ตรงหน้าจริงๆ บ้างเสียที
 
 
‘ก๊อกๆ’
 
เสียงเคาะกระจกที่ดังมาทำให้ผมและชางมินต้องหันไปมอง ผู้จัดการมาเรียกผมแล้ว ผมหันมามองน้องเล็กที่ส่งยิ้มมาให้กว้างกว่าเคย คล้ายจะบอกให้ผมคลายความกังวลที่หลงเหลืออยู่ให้หมดไป
 
 
“ดูแลตัวเองดีๆ นะชางมิน รอพี่ด้วยนะ”
 
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวอีกไม่นานผม