[SF] +:+ Only We Know +:+ [YunJae]

posted on 11 Oct 2015 21:02 by daikun in SF-TVXQ directory Fiction, Asian

 

 

Only We Know

Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: RPS, Romance

Rating: NC-18 | Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: แด่การกลับมาของคู่ในดวงใจ

 

 

 

  

 

ชีวิตในกรมทหารไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

 

หลังจากที่ได้ลองปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติมาราวหกเดือน แม้ผมจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปเกือบทั้งหมด ต้องนอนตั้งแต่สี่ทุ่ม ต้องเฝ้าเวรยาม ต้องตื่นออกไปวิ่งแต่เช้า และอีกสารพัด มันอาจจะดูวุ่นวายและน่าหงุดหงิดในช่วงแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก คือ เพื่อนทหารที่ฝึกด้วยกันดีกับผมมาก ส่วนครูฝึกอาจจะดุหรือดูใจร้ายไปบ้าง แต่ท่านก็ดูแลทหารอย่างผมจากใจจริงจนตัวผมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน

 

และที่สำคัญ ผมยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอยู่เหมือนเดิม แม้จะอยู่ในกรมทหารก็ตาม

 

การที่ผมยังสามารถร้องเพลงหรือได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเสียงดนตรีได้ มันทำให้ชีวิตในกรมทหารของผมดีกว่าที่หวังไว้มาก ผมมีโอกาสได้เจอกับแฟนๆ บ้าง ได้ออกโทรทัศน์บ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่กี่วินาทีก็ตาม มันก็ดีมากพอสำหรับผมแล้ว

 

แน่นอนว่า การที่ผมมีโอกาสดีๆ แบบนี้ มันต้องแลกกับการที่ผมต้องฝึกหนัก พยายาม และทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่เพื่อที่จะคว้าโอกาสนั้นมาไว้ในมือ

 

และขอบคุณที่ความพยายามของผมไม่สูญเปล่า

 

อย่างเช่นตอนนี้ ที่ผมมาพักอยู่ที่ชองนัม เพื่อเตรียมพร้อมทำการแสดงในวันรุ่งขึ้น

 

ผมเพิ่งผ่านการออดิชันงาน Ground Force Festival ซึ่งเป็นเทศกาลเกี่ยวกับทหารของประเทศ ผมได้เป็นหนึ่งในนักร้องทั้งหมดหกคนที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำการแสดงในงานนี้ มันเป็นเกียรติครั้งใหญ่ในชีวิตผมเลย ถึงแม้ว่าผมจะเคยผ่านการทำการแสดงบนเวทีมาอย่างโชกโชน มีแฟนๆ ตามมาดูผลงานของผมกันอย่างคับคั่ง แต่กับงานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นงานระดับประเทศ แน่นอนว่านอกจากที่ผมจะดีใจที่ได้ขึ้นแสดงในงานอันทรงเกียรตินี้ ความหนักใจที่เกิดขึ้นก็มีมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

ตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่บนฟูกแข็งๆ สองตาเปิดขึ้นท่ามกลางความมืด เพื่อนทหารคนอื่นในห้องหลับกันไปหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาสี่ทุ่มดีนัก

 

นอนไม่หลับ

 

ผมขยับกายลุกขึ้นนั่ง ปัดผ้าห่มทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจนัก หันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ดูเหมือนเพื่อนทหารอีกห้าชีวิตที่ออดิชันผ่านมาพร้อมกับผมจะเตรียมพร้อมสำหรับงานพรุ่งนี้กันจริงๆ พวกเขาบอกว่าคืนนี้ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ ทำใจให้สบาย เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ทำการแสดงออกมาให้ดีที่สุด

 

ดูเหมือนเพื่อนๆ ผมจะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าผมเสียอีก

 

การแสดงวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงกันนะ? ผมจะทำได้ดีไหม? คนดูจะชอบไหม? แล้วถ้าผมเจอ...

 

เสียงกรนจากเตียงฝั่งซ้ายเรียกให้ผมต้องหันไปมอง ภาพเพื่อนทหารที่นอนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราวลางๆ นั่นทำให้ผมเผลอหัวเราะออกมาแบบไร้เสียง นอนอ้าปากหวอเชียว

 

ยิ่งได้เห็นว่าเพื่อนๆ ผมนอนหลับพักผ่อนกันอย่างไร้กังวลได้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจขยับตัวลงจากฟูก แล้วหยิบซองบุหรี่กับไฟแช็กในกระเป๋าติดมือมา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

 

ผมพยายามจะเดินออกมาจากศูนย์พักให้เงียบที่สุด เพราะนอกจากห้องผมแล้ว ยังมีทหารที่มาทำหน้าที่ในงานนี้นอนพักผ่อนกันอยู่อีกหลายห้อง ผมเดินออกมาด้านนอกตึก รอบบริเวณไม่มีใครนอกจากผม ท้องฟ้าด้านบนไร้ซึ่งแสงดาว อากาศในยามค่ำคืนติดจะเย็นนิดหน่อย แต่ชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มก็อุ่นพอที่จะให้ความอบอุ่นกับผมได้ มันทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ดีทีเดียว

 

ผมเดินหลบมาสูบบุหรี่ที่ด้านข้างตึก ผมยืนพิงกำแพงตึก ยกส้นเท้าข้างหนึ่งพิงกับผนัง ผมหยิบมวนบุหรี่ออกมาจากซอง แล้วส่งไปใช้ปากคาบต่อ ก่อนจะหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุด และปล่อยให้เปลวเพลิงเผาปลายมวนบุหรี่จนมีควันสีเทาลอยไปในอากาศ

 

ผมเก็บไฟแช็กลงกระเป๋ากางเกง สูดนิโคตินเข้าไปลึกๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางขวาคีบบุหรี่ออกมา และค่อยๆ พ่นควันออกมาช้าๆ คล้ายจะปล่อยให้ความกังวลใจที่มีหลุดลอยไปพร้อมกัน

 

ความจริงแล้ว ผมรู้ดีว่าที่ผมเป็นกังวลอยู่แบบนี้ เป็นเพราะผมไม่ชินกับการทำการแสดงคนเดียวนัก ถึงผมจะเคยจัดคอนเสิร์ตเดี่ยว แต่ยังไงผมก็ไม่เคยชินกับการที่ต้องทำการแสดงคนเดียวจริงๆ มันเหมือนผมต้องแบกรับความรับผิดชอบทุกอย่าง ผมต้องทำออกมาให้ดีที่สุด โดยที่ไม่มีคนคอยอยู่เคียงข้าง

 

ผมกลัวว่าพอถึงเวลาแสดงจริงแล้วผมจะประหม่ามากเกินไป ผมต้องทำให้คนดูสนุกและประทับใจให้ได้มากที่สุด ตอนเตรียมงานผมจึงพยายามและทุ่มเทมากๆ ผมนั่งเลือกเพลงที่คิดว่าจะร้องออกมาได้ดีที่สุด ปรึกษากับเพื่อนว่าตอนแสดงด้วยกันในแต่ละช่วงควรจะแสดงและร้องแบบไหนดี นอกจากนั้น แม้แต่กำหนดการของแต่ละวันผมยังคอยดูด้วยตัวเอง ผมเอาแต่เปิดดูซ้ำๆ เพราะกลัวว่าจะลืม ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่าผมจำตารางของตัวเองได้แม่นขนาดไหน

 

และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมว้าวุ่นใจมาตลอด มันเริ่มตั้งแต่ที่ได้เห็นรายชื่อเพื่อนร่วมงานในครั้งนี้

 

รายชื่อผู้รับหน้าที่เป็นพิธีกรหลักยังคงเด่นชัดติดตาผม ตอนแรกผมคิดว่าผมอาจจะฝันไป แต่ไม่ว่าจะอ่านทวนอ่านซ้ำอีกสักกี่รอบ ชื่อที่ผมอ่านในครั้งแรกก็ยังคงเหมือนเดิม

 

ชองยุนโฮ

 

เขาได้มาเป็นพิธีกรจริงๆ เหรอ? คนที่ผมคิดถึงมาตลอดจะได้มาเป็นพิธีกรเวทีหลักงานนี้จริงๆ งั้นเหรอ?

 

ผมถามตัวเองแบบนั้นอยู่หลายรอบ ราวกับไม่อยากจะเชื่อในคำตอบที่มันเด่นชัดอยู่ตรงหน้า แต่พอตั้งสติได้ ผมก็ได้แต่พยายามกลั้นยิ้ม และควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มจะผิดแปลกไปไว้อย่างสุดความสามารถ

 

ตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าเขาจะมา รู้ว่าเราจะได้เจอกันแบบไม่ต้องปิดบังใครอีก ผมก็เอาแต่คิดว่า ผมควรจะทำตัวยังไงเมื่อเจอหน้าเขา ในสภาพที่เราต่างก็เป็นทหารชั้นสิบตรีเหมือนกันแบบนี้ กอดคอทักทายหรอ? หรือว่าแซวผมเกรียนๆ ของเขาหรอ? มันไม่ง่ายเลยจริงๆ กับการจัดการความรู้สึกของตัวเองในเวลาที่จะได้พบกับคนที่เราคิดถึงมาตลอด

 

พอผมมาเตรียมตัวที่ชองนัม ด้วยเวลาซ้อมที่ไม่ตรงกัน และหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน ทำให้ผมยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยทักทายกับยุนโฮตรงๆ อย่างมากก็แค่เดินเห็นเขาอยู่ห่างๆ เท่านั้น

 

ผมสูดควันบุหรี่ และค่อยๆ พ่นออกมาอีกครั้ง อาจจะมีแต่ผมที่เป็นบ้าไปเองคนเดียว

 

อา หมดมวนซะแล้วสิ

 

 

 

“แอบมาสูบบุหรี่แบบนี้ไม่ดีเลยนะ สิบตรีคิมแจจุง”

 

 

 

‘ตึกตัก ตึก...ตัก’

 

 

หัวใจผมสั่นไหวในทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มหยอกเย้าอันคุ้นเคยดังมา

 

ผมสะดุ้ง และเผลอทำบุหรี่ในมือร่วงหล่นพื้น ก่อนจะถอนหายใจให้กับความขวัญอ่อนของตัวเอง ผมใช้ส้นเท้าขยี้ปลายบุหรี่ที่ยังมีเหลือนิดหน่อย ในตอนนั้นเองที่คนมาใหม่มายืนพิงกำแพงข้างผม ใจผมสั่นหนักกว่าเดิมเท่าตัว ผมหันหน้าไปหาอีกฝ่าย พร้อมกับความคิดความรู้สึกภายในที่ตีกันยุ่งเหยิง

 

และสิ่งที่ผมได้เห็นคือ...ใบหน้าเรียวเล็กที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบาง

 

รอยยิ้มแบบเดิมๆ

 

 

 

“ว่าไง แอบมาสูบบุหรี่แบบนี้ได้ไงพี่ใหญ่” เขายังหยอกผมเล่นไม่เลิก ริมฝีปากหยักยังมีรอยยิ้มอยู่ตลอด และน่าแปลก ที่ท่าทางสนิทชิดเชื้อนั่นลดความประหม่าของผมไปได้แทบหมดสิ้น

 

“กะ ก็แค่อยากสูบแหละน่า นายจะมาจับผิดอะไรฉันเล่า ยุนโฮ” ผมทำเป็นพูดปัด แต่ผมไม่สามารถปิดบังความดีใจในน้ำเสียงของตัวเองได้เลย

 

“ฮะๆ แค่หยอกเล่นหรอกน่า” ยุนโฮตบไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะหันตัวมาหาผม และเอนตัวด้านข้างพิงกับกำแพง สองแขนยกมือขึ้นกอดอกไว้หลวมๆ

 

“ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาเจอกันตอนเข้ากรมทหารแบบนี้” พอเห็นท่าทีสบายๆ ของอีกฝ่าย ตัวผมก็อยากชวนเขาคุยขึ้นมาเองเสียอย่างนั้น มันนานมากแล้วนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราแอบนัดเจอกันแบบส่วนตัว

 

“ก็บอกแล้วว่าจะรีบตามมา” ยุนโฮยิ้มกว้าง “ดีนะเนี่ยว่าฉันได้รับเลือกให้มาเป็นพิธีกรงานนี้”

 

“ก็นายพูดเก่งนี่ หล่ออีกต่างหาก มีแต่คนพูดถึงตลอด”

 

“รวมถึงนายที่เอาเรื่องฉันไปเล่าให้เพื่อนๆ ในกรมฟังด้วยไหม”

 

“ย่าห์! แล้วนายไม่เคยเอาเรื่องของฉันไปเล่ารึไง!”

 

 

 

ผมตีต้นแขนยุนโฮเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ หึ รู้ทันตลอด เขาหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใครเหมือนเดิม และนั่นทำให้ผมรู้ว่ายุนโฮชอบอกชอบใจแค่ไหนที่ได้หยอกผมเล่น รวมถึงชอบใจที่ผมรู้ว่าเขาแอบเอาเรื่องผมไปเล่าให้คนอื่นฟังเหมือนกัน

 

 

 

“ว่าแต่นายเถอะ พรุ่งนี้ต้องเป็นพิธีกรหลักเลยนะ ไม่นอนหรอ” ผมถามคนตัวสูงกว่า เขายักไหล่

 

“นอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน” ยุนโฮตอบ แล้วใช้มือหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง “ก็เลยกะว่าจะมาทำให้สมองปลอดโปร่ง เผื่อจะนอนหลับฝันดี”

 

ผมมองคนที่โยนซองบุหรี่ในมือเล่น และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอ “แล้วมาหาว่าฉันแอบสูบบุหรี่เนี่ยนะ”

 

“คราวหลังจะมาสูบก็ชวนบ้างสิ” ปากหยักยื่นอย่างง้องอน

 

“ฮะๆ! น้อยใจรึไงกัน” อยากดึงปากงอนๆ นั่นให้หายหมั่นเขี้ยวนักเชียว

 

“โธ่ แจจุงอา”

 

“งั้นก็สูบซี่ เดี๋ยวฉันสูบอีกมวนเป็นเพื่อน” ผมว่า พร้อมกับหยิบบุหรี่ขึ้นมาตามที่บอก “หายน้อยใจยัง?”

 

พอผมถามไปแบบนั้น มือที่โยนซองบุหรี่เล่นก็หยุดนิ่ง ดวงตาคมกล้าจ้องมองผมไม่กะพริบ

 

“ย่าห์ คิมแจจุง” เขาพูดด้วยใบหน้าประหลาดใจนิดหน่อย ก่อนจะยิ้มกว้างและยื่นมือมาขยี้หัวผมแรงๆ

 

“ทำอะไรของนายน่ะ?!” ผมหันไปผลักอกคนข้างๆ แล้วจิ๊ปาก แต่ยุนโฮกลับตัวเซเพียงนิดเดียว และยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

“ตอนอยู่ในกรมทำตัวน่ารักแบบนี้กับทุกคนรึเปล่า?”

 

“ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าคิมแจจุงน่ารักสำหรับทุกคนอยู่แล้ว”

 

และเป็นอีกครั้งที่ยุนโฮหัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร ไอ้บ้านี่

 

“อา ให้ตายสิ นายนี่มัน...” ยุนโฮบ่นเบาๆ พลางหยิบบุหรี่ออกมาจากซองหนึ่งมวน

 

“อะไรเล่า”

 

“ฉันลืมเอาไฟแช็กมา ยืมหน่อยสิ”

 

“เปลี่ยนเรื่องเอาตัวรอดรึไง”

 

 

 

ผมรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวทุกครั้งที่คุยกับชองยุนโฮ มันเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ที่เราเริ่มสนิทกันในฐานะเพื่อน จนตอนนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ผมก็ยังถูกคนที่อายุอ่อนกว่าผมสองวันปั่นหัวไม่เลิก

 

แต่ผมกลับมีความสุขเป็นบ้า