[Fic] S H A D I N G [YunJae][04]

posted on 15 Feb 2016 01:33 by daikun in Fic-SHADING directory Fiction, Asian

 

 

SHADING

Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, POV, Romance, Smut, BDSM

Rating: NC-18 | Author: ~#DN_LoveR#~ | Note: กลับมาแล้วค่ะ

 

ตัวละคร เหตุการณ์ และสถานที่ในเรื่อง เป็นเพียงเรื่องสมมติเท่านั้น

 

 

 

 { 01 } | { 02 } | { 03 }

แนะนำให้ไปอ่านตอนก่อนหน้า หายไปนานละเกิน ฮาๆ

 

 

 

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมคนเราถึงชอบมานั่งคุยงานธุรกิจที่ฟังดูน่าเวียนหัว หรือไม่ก็อาจจะมานั่งติวหนังสือกันในร้านกาแฟ ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ชอบทำแบบนั้นเช่นกัน และผมพบว่า คำตอบของคำถามนี้มันช่างง่ายแสนง่าย มันเป็นเพราะบรรยากาศของร้านที่ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรารู้สึกผ่อนคลาย เวลาที่เราได้หย่อนตัวลงนั่งบนเบาะที่นุ่มพอประมาณ สายตามองเห็นแต่สิ่งของเครื่องใช้รูปแบบทันสมัยสีสบายตา หูฟังเสียงดนตรีอะคูสติกที่ดังคลอทั่วร้านแผ่วเบา พร้อมกับลิ้มรสชาติเครื่องดื่มเคล้ากลิ่นกาแฟหอม เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราหลงรักช่วงเวลาแสนสุขที่ทำให้เราพร้อมจะเปิดใจและเปิดรับความคิดใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายแล้ว

 

ผมกับจุนซูมักจะไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟด้วยกันบ่อยๆ ผมหลงรักกลิ่นกาแฟหอมๆ แต่ชอบดื่มช็อกโกแลตร้อนเสียมากกว่า ผมเคยอ่านเจอว่า กลิ่นหอมของกาแฟเป็นตัวช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็ว มีสมาธิ แถมยังทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการนำกลิ่นของกาแฟไปใช้ในการบำบัดด้วย

 

กาแฟมันมีประโยชน์มากถึงขนาดนั้น ทว่าตอนนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ผมนึกกลัวการเข้าร้านกาแฟจนตัวเกร็งไปหมด

 

ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น ในขณะที่สายตาจ้องมองเจ้าของแผ่นหลังกว้างสง่ากำลังเปิดประตูกระจกใสของร้านกาแฟในบริษัท Jung Group เขาดึงประตูค้างไว้ ก่อนจะหันกลับมามองผม แล้วสีหน้าเรียบนิ่งก็ถูกประดับด้วยรอยยิ้มมีเชิงโดยพลัน

 

 

 

“เชิญครับ คุณแจจุง”

 

 

 

คุณชองเอ่ยอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม เขายกมืออีกข้างขึ้นผายมือเชื้อเชิญให้ผมเดินเข้าไปในตัวร้านก่อน โอ้ พระเจ้า ให้ตายเถอะ คุณชอง คุณกำลังจะทำให้ผมเป็นบ้า ผมกลั้นใจโค้งขอบคุณในความมารยาทงามของเขา ทั้งๆ ที่ตัวผมมันเกร็งไปหมด พนันได้เลยว่าท่าทางของผมมันต้องดูน่าหัวเราะเยาะมากแน่ๆ

 

ผมกวาดสายตามองไปทั่วร้าน มีโต๊ะให้นั่งอยู่ประมาณ 5-6 โต๊ะ ซึ่งตอนนี้มีแค่พนักงานชายหญิงนั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียว ผมเดินตรงไปหน้าเคานท์เตอร์ พนักงานร้านสองคนกล่าวทักทายผมพร้อมรอยยิ้มอย่างกระตือรือร้น มันทำให้ผมรู้สึกดีไม่น้อยเลย อย่างน้อยนั่นก็ทำให้ผมลืมอาการเกร็งๆ ไปได้สักแวบหนึ่งละนะ

 

อันที่จริงผมไม่จำเป็นต้องยืนดูเมนูเครื่องดื่มด้วยซ้ำ เพราะทุกครั้งที่ผมเข้าร้านกาแฟ ผมก็สั่งแต่ช็อกโกแลตร้อนตลอด แต่เสียงในใจกลับเอาแต่ร้องบอกว่า ไม่ ถ้านั่งคุยงานกับคุณชองที่นี่ ต้องรับมือไม่ไหวแน่ๆ ผมพยายามจะยื้อเวลาในการเผชิญหน้ากับคุณชองให้ไกลออกไป หรือถ้าให้ดี ผมหวังให้เวลานั้นไม่เกิดขึ้นจริง ทว่าคำสัญญาที่ให้ไว้กับจุนซูก็ยังค้ำคอผมอยู่ ถ้าผมไม่ทำตามข้อแลกเปลี่ยนของคุณชอง นั่นแปลว่าผมจะทำตามที่เพื่อนรักขอร้องไว้ไม่ได้ น่าหนักใจชะมัด

 

 

 

“คุณแจจุงดื่มอะไรดีครับ?”

 

 

 

เสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันไปมอง คุณชองยืนอยู่ข้างผม สองมือล้วงกระเป๋า แผ่นหลังตั้งตรง และไหล่กว้างผึ่งผายอย่างสง่า จากมุมนี้ ใบหน้าหันข้างนิดๆ ของเขาช่างรับกับทรงผมซอยสั้นสีดำเปิดหน้าผากกับเรียวคิ้วคมเข้มเป็นบ้า นี่ผมยังไม่ได้นับแนวสันกรามเป็นธรรมชาตินั่นด้วย ผมสบตากับเขาเพียงไม่กี่วินาทีก็จำต้องหลบสายตา ความรู้สึกแปลกๆ วิ่งวนอยู่ทั่วตัวอย่างไร้เหตุผล ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว – เหมือนผีเสื้อมาบินวนอยู่ในท้อง

 

 

 

“ช็อกโกแลตร้อนแก้วหนึ่งครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

 

“ช็อกโกแลตร้อนกับอเมริกาโน่ร้อนอย่างละแก้ว แล้วก็เลือกแซนด์วิชอะไรก็ได้มาให้สำหรับสองที่ด้วยนะ” คุณชองหันไปสั่งพนักงานอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมาหาผมที่ทำหน้าเหวอด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก “เราไปนั่งคุยงานของเรากันเถอะครับ คุณแจจุง”

 

 

 

คุณชองก้าวตรงไปที่โต๊ะด้านในสุดของร้าน ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดคัดค้านอะไรทั้งนั้น ผมรีบก้าวเท้าไปนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณชอง เขาอยู่ในท่านั่งไขว่ห้าง สองมือกำประสานกันอย่างหลวมๆ อยู่บนโต๊ะ ผมมองคนที่มีมาดสง่าอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะเริ่มพูดอย่างอึกอัก เนี้ยบเสียจนทำอะไรไม่ถูกเลย

 

 

 

“คือ เอ่อ คุณชองครับ พวกค่าเครื่องดื่มกับแซนด์วิชนั่น เดี๋ยวผมจ่ายเอง—”

 

“ผมจ่ายเองครับ ไม่ต้องเกรงใจ” เขายิ้ม แต่มันทำให้ผมยิ่งเกรงใจกว่าเก่า

 

“คุณอุตส่าห์ตกลงช่วยงานของจุนซูแล้ว ถ้าคุณยังมาเลี้ยงผมแบบนี้ ผมก็ยิ่ง...”

 

“ข้อแลกเปลี่ยนของเรา คือ คุณต้องยอมมาอธิบายงานให้ผมฟังที่นี่ แต่การที่คุณมานั่งทานมื้อเที่ยงกับผมด้วยแบบนี้ ถ้าผมไม่เลี้ยงแขก คงดูเสียมารยาทแย่” ผมหลุดสีหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำตอบนั่น ทานมื้อเที่ยงงั้นเหรอ?

 

“แซนด์วิชคือมื้อเที่ยงของคุณ?” ผมถาม เขายิ้ม

 

“ครับ เป็นอาหารประจำของผมเลย” โอ้โห อย่างกับพวกนักธุรกิจพันล้านในซีรีส์เป๊ะเลย

 

 

 

ผมยิ้มแหยๆ ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาเมื่อได้ฟังคำตอบจากอีกฝ่าย คนรวยๆ เขาทนกินของพวกนี้ทุกวันได้ยังไงกัน ไม่เห็นจะอิ่มท้องตรงไหนเลย ผมสูดหายใจลึกๆ เรียกกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับดวงตาคมกล้าตรงหน้าอีกครั้ง

 

 

 

“ยังไงก็ เอ่อ ขอบคุณคุณชองมากนะครับ”

 

“ยินดีครับ” เขายิ้ม

 

 

 

‘โครก...’

 

 

 

ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่เห็นใจผมเลยจริงๆ

 

ผมงอตัว สองมือรีบยกขึ้นกุมหน้าท้องทันทีที่กระเพาะส่งเสียงร้องเรียกหาอาหาร ความมั่นใจที่มีอยู่น้อยนิดก็หายไปหมดเกลี้ยง แถมถูกซ้ำเติมด้วยความอับอายที่มีมากจนทั้งหน้าทั้งหัวมันร้อนไปหมด ผมหลับตาปี๋ ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก ถ้าเป็นไปได้ ผมแทบจะพาตัวเองลงไปมุดอยู่ใต้โต๊ะใต้เก้าอี้เลยด้วยซ้ำ

 

ผมลืมคิดไปว่าตัวผมเองก็ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาเจอกับประสบการณ์อันน่ากระดากอายแบบนี้ด้วยตัวเอง น่าขายหน้า น่าขายหน้าที่สุด!

 

 

 

“รออีกสักครู่นะครับ อีกไม่นานแซนด์วิชก็เสร็จแล้ว” เสียงทุ้มของคนตรงข้ามเจือความขำขันอยู่ในที ปัดโธ่ อยากหายตัวไปจากตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย!

 

“โธ่ คุณชอง...” ผมโอดครวญทั้งที่ยังไม่ยอมเงยหน้า รู้สึกเหมือนตัวจะระเบิดเพราะความอับอายถึงขีดสุด

 

“เรามาคุยงานกันพลางๆ ไหมครับ คุณแจจุง หรือคุณอยากจะรอทานแซนด์วิชก่อน?” แค่จะเงยหน้าขึ้นสบตาคุณตอนนี้ผมไม่ยังไม่กล้าเลย คุณชอง

 

“ผม...ผม......” อยากจะร้องไห้ ทำไงดี

 

“พรุ่งนี้ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป ทางคุณแจจุงก็ว่างเหมือนกันใช่ไหมครับ?”

 

 

 

เสียงทุ้มเอ่ยเปลี่ยนเรื่องราวกับจะช่วยให้ผมหายอับอาย ผมอยากจะขอบคุณในน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขาที่มันยิ่งใหญ่มากสำหรับผมในตอนนี้สักร้อยครั้งพันครั้ง แต่อาการผมมันหนักหนาเกินกว่าที่ผมจะทำได้อย่างใจหวัง สุดท้ายผมก็ได้แต่กลั้นหายใจอยู่อีกอึดใจหนึ่ง แล้วทำใจกล้า เงยหน้าที่ยังร้อนผ่าวขึ้นเพื่อสบตากับอีกฝ่าย และผมรู้สึกเหมือนจะตายไปเลยเมื่อเห็นใบหน้าเรียวเล็กนั่นมีรอยยิ้มมีเชิงอันเป็นเอกลักษณ์ประดับอยู่ ให้ตายสิ คุณชอง คุณเกิดมามีรอยยิ้มและแววตาที่ชวนให้ใจสั่นแบบนั้นได้ยังไงกัน

 

 

 

“ชะ ใช่ครับ ผม— เอ๊ะ เอ่อ ไม่ ไม่สิคุณชอง คือ ผม” สีหน้า แววตา และท่าทางของคนที่นั่งอย่างสง่าทำให้ผมพูดตะกุกตะกัก น้ำเสียงฟังดูประหลาดมากเสียจนน่าหัวเราะเยาะ คิมแจจุง ใจเย็นๆ ซี่ นายกำลังจะทำทุกอย่างพังหมดแล้วนะ!

 

 

 

ในขณะที่ความอับอายยังคงวิ่งเล่นอยู่ในตัวผม ผมก็เพิ่งนึกได้ว่าความจริงแล้วคนที่จะต้องว่างตรงกันกับคุณชองต้องเป็นจุนซู ไม่ใช่ผมที่ทำหน้าที่เป็นคนมาช่วยติดต่อแทนเสียหน่อย คิมแจจุง ไอ้งี่เง่าเอ๊ย! ผมพยายามจะควบคุมสติและความกล้าของตัวเองให้มากขึ้น หวังให้กลิ่นกาแฟช่วยบรรเทาอาการบ้าๆ ให้ลดน้อยลง และเป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกขอบคุณที่คุณชองไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญหรือหัวเราะเยาะให้กับความเงอะงะที่มีไม่จบไม่สิ้นของผม เขาทำเพียงเลิกคิ้วสงสัย และเอ่ยถาม

 

 

 

“อะไรเหรอครับ หรือว่าทางคุณแจจุงไม่สะดวก?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพ ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธโดยเร็ว

 

“เปล่าครับ คือ คือ ผม—” ใจเย็นๆ คิมแจจุง นายเป็นคนเก่ง นายต้องทำได้ดีซี่

 

“ผมเข้าใจนะครับ ถ้านัดพรุ่งนี้มันอาจจะดูฉุกละหุกไปหน่อย” คุณชองเอ่ยต่อ พลางปิดท้ายคำพูดด้วยรอยยิ้มมีเชิงเหมือนเคย ผมเดาว่าเขาอาจจะติดการสร้างภาพลักษณ์ในฐานะนักธุรกิจอยู่ไม่น้อย และก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำมันได้ผล

 

“เปล่